• ภาษาไทย
  • English

Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization):GISTDA

GISTDA To be Value based Organization in Geo-space Intelligence Deliveries by 2020

น้ำและดิน สินทรัพย์แห่งสุวรรณภูมิ

น้ำและดิน สินทรัพย์แห่งสุวรรณภูมิ

hydro-agrokingol2019-01_0.jpg

 

   ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นอีก 1 เดือนที่พิเศษ เพราะนอกจากจะมีเทศกาลแห่งความสุขแล้ว ยังเป็นเดือนที่มีวันสำคัญของคนไทยและของโลก ทราบไหมครับว่าคือวันอะไร คำตอบคือ "วันดินโลก" ยังไงละครับ "วันดินโลก" ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันนี้แอดมินจะขอนำเสนอเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่อง “น้ำและดิน” สินทรัพย์แห่งสุวรรณภูมิ ติดตามกันเลยนะครับ...

   พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงพลิกฟื้นแผ่นดินไทยทั่วทิศให้เอื้อแก่การดำรงชีวิตของพสกนิกร ปรากฏเป็นโครงการในพระราชดำรินับพันที่ยังคงดำเนินงานสร้างโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทยมาจนทุกวันนี้
พระราชกรณียกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาจะพบว่า โครงการพระราชดำริทั้งหลายนั้น ร้อยเรียงเอื้อประโยชน์แก่ประชาชนต่อเนื่องกันเป็นสาย เริ่มจาก “น้ำ” และ “ดิน” สู่ “ชุมชน” และ “สังคม” ต่อกันเป็นห่วงโซ่แห่งคุณค่า ควรขนานนามว่า “ศาสตร์พระราชาแห่งความพอเพียง” เมื่อผนวกข้อมูลภูมิสารสนเทศและการบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก้ไขปัญหาน้ำและดินเข้ากับศาสตร์พระราชาแห่งความพอเพียง เราจะเห็นภาพใหญ่ของห่วงโซ่การพัฒนาประเทศไทย อันเกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้อย่างชัดเจน

1) เริ่มจาก “ต้นน้ำ”
ทรงตระหนักว่า “น้ำ เป็นปัจจัยหลักแห่งการดำรงทุกชีวิตบนโลก ทั้งคน สัตว์ และพืช นำ้แล้งนั้นสาหัส หน้าแล้งในบางพื้นที่ของประเทศต่อเนื่องยาวนานนับเดือน เมื่อไร้น้ำก็ไร้ชีวิต การเกษตร พืชผล ป่าไม้ ตั้งอยู่ไม่ได้หากขาดน้ำ จึงทรง “หาน้ำ”จากเมฆบนฟ้าด้วย “ฝนหลวง”
ฝนหลวง คือการใช้สารเคมีทำปฏิกิริยากับไอน้ำในอากาศ (เมฆ) ให้เกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ ทรงรับแนวคิดจากงานวิจัยสร้างฝนเทียมในต่างประเทศ มาปรับปรุง พัฒนา จนเกิดเป็นเทคนิคทำฝนแบบเฉพาะตัว ซึ่งผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับภูมิอากาศของประเทศไทย
ทรงพระราชนิพนธ์ตำราฝนหลวงพระราชทาน ซึ่งมีคำเรียกกลยุทธ์ขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างฝน อาทิ ก่อกวน จู่โจม เลี้ยงให้อ้วน เป็นต้น ทรงคิดหาวิธีลากเมฆ ล่อเมฆ รวมเมฆ เพื่อให้ฝนตกยังพื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จ ถือได้ว่า “ฝนหลวง” เป็นผลงานจากพระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของพระองค์อย่างแท้จริง​​

 

2) ป่าชุ่ม ดินฉ่ำ
ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำทุกสายในประเทศไทย การทำนุบำรุงรักษาป่าเป็นเรื่องสำคัญที่โปรดให้ทำอย่างเร่งด่วน ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำเพื่อการเพาะปลูกไร่เลื่อนลอย อุตสาหกรรมป่าไม้ หรือแม้แต่การปลูกฝิ่น เป็นภัยพิบัติแก่ประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงเกิดโครงการป่าสงวน โครงการเกษตรที่สูง โครงการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาวไทยภูเขา ปัญหาป่าไม้ถูกรุกล้ำทำลายจึงทุเลาลงบ้าง

3) ชะลอน้ำ ชโลมดิน
เมื่อทรงสร้างฝนได้แล้ว ป่าต้นน้ำก็ต้องกักเก็บน้ำฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อคงความสมบูรณ์ของป่าให้ได้นานที่สุด ให้มีน้ำตลอดทั้งปี จึงโปรดให้ชุมชนสร้างฝายต้นน้ำ กักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นไว้ให้พื้นที่สูงก่อนจะไหลลงสู่ธารน้ำ ลำคลอง และแม่น้ำต่อไป
ฝายเป็นกลวิธีทางชลประทานที่ทำได้ง่าย แทบไม่ต้องใช้งบประมาณ นอกจากเวลาและกำลังคนช่วยเหลือกัน ใช้วัสดุอาทิ ไม้ไผ่ หิน คันดิน และแม้แต่แท่นปูน ขวางทางน้ำขนาดเล็กเพื่อสร้างพื้นที่ชุมน้ำ ชะลอน้ำไว้หล่อเลี้ยงพื้นที่โดยรอบ กลายเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กสำหรับชุมชน
โครงการในพระราชดำริที่ใช้ฝายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภูเขา ซึ่งเป็นต้นธารน้ำ และมีภูมิประเทศเหมาะแก่การทำฝาย ทรงริเริ่มทดลองใช้ฝายที่ห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประสบความสำเร็จดี จึงทรงส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ ทำฝายด้วย
ประโยชน์ของฝาย นอกจากจะชะลอน้ำเพื่อชโลมให้ดินชุ่มชื้น ฟื้นฟูป่าได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นแนวป้องกันไฟป่าที่มีประสิทธิภาพ ไฟป่าเป็นภัยพิบัติสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งปัญหาหมอกควันและสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปเปล่าประโยชน์ จึงต้องมีโครงการระวังภัยไฟป่า ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศขึ้นอีกทางหนึ่ง

4) ดินดี มีกิน
เมื่อมีน้ำ คนก็อยู่ได้ แต่จะให้คนมีกินมีใช้ ต้องอาศัย “ดิน” อันอุดมสมบูรณ์ ทำไร่ทำนาได้ผลดี ทรงเล็งเห็นปัญหาร้อยแปดเกี่ยวกับดิน ทั้งดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินแข็ง ดินตาย ไม่ว่าจะกี่ปัญหา ก็จะทรงมุ่งมั่นหาทางแก้ไขด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โครงการในพระราชดำริเกี่ยวกับดินมีนับร้อยโครงการ แก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ อาทิ
โครงการแกล้งดิน แก้ปัญหาดินเปรี้ยว คือดินเป็นกรดจัด เพาะปลูกไม่ได้ จึง “แกล้ง” ให้ดินแห้ง และเปียก สลับกันจนเกิดภาวะ “เปรี้ยวถึงที่สุด” จากนั้นจึงผสมปุ๋ยเคมีฤทธิ์ด่าง เพื่อปรับสภาพให้พืชเจริญได้ โครงการนี้เริ่มที่พื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพราะมีภูมิประเทศเป็นป่าพรุ มีน้ำขังดินชั้นตื้นจึงเป็นกรดเพราะกำมะถันและซากพืชซากสัตว์ที่หมักอยู่บนหน้าดินที่มีน้ำขังตลอดปี
หญ้าแฝก เป็นพืชที่โปรดให้ใช้ปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นฟูให้อุดมสมบูรณ์ แก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม เพราะหญ้าแฝกมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ เช่น โตเป็นกอแน่น ไม่แผ่ออกไปไกล ทนทานแดดและฝน รากสานแน่น หยั่งลึก ชอนไชได้ถึงดินดาน ใช้ทะลุชั้นดินแห้งแข็งเพื่อให้ชุ่มชื้นขึ้น ปลูกไว้บนคันดินทำให้คันดินนั้นแข็งแรง รับแรงน้ำหลากได้ ป้องกันหน้าดินพังทลาย

5) อ่างเก็บน้ำ
ในท่ามกลางโครงการในพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำนับพันโครงการ เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำหลายร้อยแห่ง เพราะทรงตระหนักว่าอ่างเก็บน้ำยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบอย่างใหญ่หลวง โปรดให้พัฒนาเทคนิคสร้างอ่างเก็บน้ำให้ประหยัดและมีคุณภาพ ตั้งแต่เลือกทำเล ขนาดก่อสร้าง วัสดุที่ใช้ และกลวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพให้อ่างเก็บน้ำมีประโยชน์มากกว่าเพียงกักเก็บน้ำ เช่น ใช้เป็นแก้มลิงของชุมชน การประมงกระชัง ใช้หญ้าแฝกเสริมความแข็งแรงและรักษาหน้าดิน พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

6) แก้มลิง
น้ำเป็นของจำเป็น แต่น้ำมากไปก็ท่วม น้อยไปก็แล้ง เราไม่อาจกำหนดฟ้าฝนได้ดั่งใจทุกครั้งไป อุทกภัยปี ๒๕๓๘ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในที่ราบลุ่มภาคกลางอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงมีพระราชดำริให้จัดหาพื้นที่รับน้ำ แล้วจึงปล่อยออกไปตามระบบคลองเมื่อน้ำลดอาศัยน้ำขึ้นน้ำลง และแรงโน้มถ่วงของโลก พัฒนาเป็นหลักจัดการน้ำที่ได้ประโยชน์พร้อมกันหลายทาง ตั้งแต่บรรเทาอุทกภัย ชลประทาน และบำบัดมลพิษทางน้ำ เป็นต้น
แนวคิดของโครงการแก้มลิง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริถึงลิงที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ มีพระราชกระแสอธิบายว่า "ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง" ด้วยแนวพระราชดำรินี้ จึงเกิดเป็น "โครงการแก้มลิง" ขึ้น สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำไว้รอระบาย และใช้ประโยชน์ในภายหลัง

7) ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ จุดเริ่มต้นแห่งความพอเพียง
เมื่อน้ำริน ดินดี กสิกรรมจึงบริบูรณ์ ผลผลิตจากเรือกสวนไร่นากลายเป็นทรัพยากรอันมีค่าหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนและชุมชนให้อยู่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผลลัพธ์จากการต่อสู้กับความยากจนมาตลอดหลายสิบปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชประสงค์ให้กสิกรไทยทั่วทุกภูมิภาคพึ่งพาตนเองให้ได้ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ตกที่นั่งลำบากเพราะความผันผวนของราคาผลผลิต และระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อเฟื้อกับผู้มีรายได้น้อย
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของระบบเกษตรของประเทศไทย คือเกษตรกรมักพากันเลือกปลูกพืชที่ให้ราคาดี เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจึงมีพืชผลมากเกินไป ราคาจึงตกต่ำ การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่จึงเน้นปลูกพืชหลากหลายเพื่อบริโภคในครัวเรือนที่ขึ้นง่ายก่อน เช่น ข้าว ผัก เห็ด เลี้ยงไก่ ปลา กบ ฯลฯ จากนั้นจึงเพาะพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น กล้วยไม้ ผลไม้ ไม้ยืนต้นอื่น ๆ
แนวคิดการเพาะปลูกที่หลากหลาย เหมาะกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ สอดคล้องกับวิธีการแก้ปัญหาผลิตผลล้นตลาดด้วยภูมิสารสนเทศที่เรียกว่า “เกษตรโซนนิ่ง” ให้ข้อมูลกับเกษตรกรและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกภูมิภาคว่าควรเพาะปลูกอะไร เมื่อใด วางแผนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวและจัดการผลิตไม่ให้ล้นตลาด

8) ชุมชนแข็งแรง
แนวพระราชดำริการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งต่อยอดจากการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างน้ำกินน้ำใช้ ที่ดินทำกิน พืชพรรณธัญญาหาร จนกระทั่งพึ่งพาตนเองได้ ลำดับต่อไปต้องสร้างปัจจัยอำนวยให้ประชาชนอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนแข็งแรง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมพลังพัฒนากลุ่มของตนให้สามารถพึ่งพาตนเองมั่นคง และแข่งขันในระบบตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ต่อไป
การพัฒนาชุมชนตามแนวพระราชดำริมีหลายด้าน เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานของชุมชน เช่น การศึกษา สาธารณสุข อนามัย สิ่งแวดล้อม ทุกถิ่นที่เสด็จพระราชดำเนินไปถึง นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว โปรดให้ข้าราชการตามเสด็จฯ สำรวจความเป็นอยู่ในทุกด้าน เพื่อแก้ไข ส่งเสริม สนับสนุน ให้ตรงจุด เกิดผลรูปธรรมหลายประการ เช่น โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนในพระราชดำริ โรงเรียนและสถานพยาบาลในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เป็นต้น

9) ผลิตได้ จำหน่ายคล่อง
เมื่อชุมชนตั้งอยู่ได้แข็งแรงแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้ผลิตเต็มขั้น เช่น ชุมชนชาวนาที่พึ่งพาตนเองได้ สามารถรวมตัวกันก่อตั้งโรงสีชุมชน สีข้าวจำหน่ายผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ชุมชนชาวสวนผลไม้ ตั้งกลุ่มแปรรูปผลไม้ที่เกินความต้องการตลาดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สร้างมูลค่าได้มากขึ้น ชุมชนที่แข็งแรง สามารถดำเนินธุรกิจผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทรงเล็งเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม เกิดเป็นโครงการสหกรณ์รูปแบบต่าง ๆ ตามแนวพระราชดำริ
เมื่อเกิดการผลิต ก็จำเป็นต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน เกิดเป็นโครงการในพระราชดำริ อาทิ โรงเรียนพระดาบส กิจกรรมสร้างอาชีพในพระราชดำริของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน การผลิตของชุมชนตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้มุ่งทำกำไรให้มากที่สุด แต่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ตัวอย่างสำคัญของการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่มีชุมชนเป็นที่ตั้ง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “ดอยคำ” ซึ่งเป็นต้นแบบการผลิตของชุมชนที่กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพ ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ชุมชนเจ้าของโครงการอีกด้วย

 

*** จากการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง "วันดินโลก" (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

   ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556 และขอพระบรมราชาอนุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันดินโลก" เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ พร้อมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้องค์การสหประชาชาติ จัดกิจกรรมเป็นการเฉพาะต่างๆ อาทิ การประกาศให้ พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เป็น "ปีดินสากล" ตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม นำเสนอประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของทรัพยากรดินที่มีต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก (ข้อมูลส่วนนี้ *** จากวิกิพีเดีย)