• ภาษาไทย
  • English

Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization):GISTDA

GISTDA To be Value based Organization in Geo-space Intelligence Deliveries by 2020

อวกาศในชีวิตประจำวัน

อวกาศในชีวิตประจำวัน

 

212_photopost.jpg

ปัจจุบันมีดาวเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นและกำลังโคจรอยู่รอบโลกของเราเป็นจำนวนมาก มุมมองจากอวกาศเมื่อมองกลับมายังโลก กลายเป็นข้อมูลที่มีคุณค่ามหาศาล ทำให้มนุษย์ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดต่างๆในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารและการเรียนรู้ อันเป็นพื้นฐานทำให้เกิดการต่อยอดจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆที่มนุษย์นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ดาวเทียมสำรวจสมุทรศาสตร์สำรวจข้อมูลลักษณะคลื่นผิวน้ำและใต้ผิวน้ำ ความสูงของคลื่น ศึกษาน้ำแข็งในทะเล อุณหภูมิผิวหน้าทะเล ไอน้ำในชั้นบรรยากาศ ความเร็วลม เป็นต้น และดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นแหล่งข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์และนักพยากรณ์อากาศบนโลกจำนวนมากนำไปใช้เพื่อคาดการณ์รูปแบบของสภาพอากาศในมหาสมุทร โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรุนแรงหรือเกิดพายุขึ้น เพื่อการติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด นำมาสู่การเตือนภัยเพื่อเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์

แม้ในสภาวะที่อากาศปกติ ข้อมูลสภาพอากาศที่ได้จากดาวเทียมกลุ่มนี้ก็มีความสำคัญยิ่งไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสำหรับนักบินและกัปตันเรือ เพื่อการวางแผนการเดินทาง อีกทั้งขนส่งผู้โดยสารและสินค้าจำนวนมหาศาลต่อวันได้อย่างปลอดภัย ซึ่งข้อมูลจากดาวเทียมทำให้การพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำและครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น

ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า จีพีเอส สามารถระบุตำแหน่งของเราได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากเปิดเครื่องรับสัญญาณหรือมือถือของเรา ก็อาศัยกลุ่มดาวเทียมกำหนดตำแหน่งที่ได้รับการออกแบบให้โคจรรอบโลกในสัดส่วนที่เท่าๆกันในแต่ละส่วนของโลกอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สามารถรับสัญญาณและทราบตำแหน่งของเราได้ทุกจุดบนโลกและตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้การนำทางและการเดินทางของมนุษย์เราไปยังสถานที่ต่างๆเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลประโยชน์มากมายทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวและนวัตกรรม รวมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย

สำหรับด้านการสื่อสาร เทคโนโลยีอวกาศได้ทำให้โลกของเรากลายเป็นโลกที่ไร้พรหมแดนอย่างแท้จริง สัญญาณวิทยุและโทรทัศน์สามารถเผยแพร่ไปทั่วประเทศด้วยเพียงอาศัยกลุ่มดาวเทียมสื่อสาร 1-2 ดวงเท่านั้น โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตนับว่าเป็นว่าอุปกรณ์สื่อสารที่อัตราการใช้งานสูงที่สุดในปัจจุบันก็อาศัยดาวเทียมสื่อสารเช่นกันในการถ่ายทอดสัญญาณจากผู้ส่งจากซีกโลกหนึ่งไปถึงผู้รับที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้รวดเร็วและราคาถูกมากขึ้น

พัฒนาการด้านการสำรวจอวกาศ ทำให้ประชาชนคนธรรมดาเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโลกของเราที่ทันต่อเหตุการณ์ได้สะดวกและรวดเร็วกว่าแต่ก่อน  นอกจากนั้นยังเป็นข้อมูลพื้นฐานให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆทั้งบนโลก ระบบสุริยะ และจักรวาลของเรา ส่งผลให้เกิดการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวภาคของโลก เช่น การค้นพบแถบรังสีแวนอัลเลนในชั้นบรรยากาศของโลก ด้วยดาวเทียม Explorer-1 เป็นต้น

ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทำการศึกษาผ่านข้อมูลที่ได้รับจากเซนเซอร์ต่างๆที่ถูกติดตั้งบนดาวเทียม อาทิ นักดาราศาสตร์สามารถมองเห็นได้ไกลเกินกว่าชั้นบรรยากาศของโลก ที่ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาลของเรา ก็ด้วยการพัฒนาการของดาวเทียม Hubble และดาวเทียม Chandra X-ray Observatory อันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆในอนาคต

แน่นอนว่าความก้าวหน้าทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์อวกาศย่อมนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยปรับปรุงชีวิตประจำวันของโลกด้วย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2539 ทางนาซ่าได้ทำการสำรวจพบกว่ามีนวัตกรรมใหม่ถูกพัฒนาขึ้นจากการบุกเบิกการสำรวจอวกาศมากถึง 20,000 ชิ้นงาน นอกจากนั้นองค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อวกาศยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆมากมายอาทิเช่น ฟิสิกส์ ธรณีวิทยา เคมี ชีวะวิทยา แม้กระทั่งด้านการแพทย์ทั้งเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการศึกษาในเรื่องใหม่ๆ เช่น ชีวดาราศาสตร์ (Astrobiology)  และ ธรณีดาราศาสตร์  (Astrogeology)

สำหรับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการออกแบบและผลิตจรวดและดาวเทียมทำให้รัสเซียและสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศนั้น เกิดการจ้างงานหลายพันอัตราเพื่ออุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งรวมตั้งแต่ตำแหน่งวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเลขานุการและนักธุรกิจ เป็นต้น

อวกาศก่อให้เกิดสันติภาพโลก ความร่วมมือด้านการสำรวจอวกาศมักจะสะท้อนมาในรูปแบบความร่วมมือในระดับนานาชาติเสมอ นับตั้งแต่โครงการ Apollo–Soyuz Test Project ที่เป็นความร่วมมือพัฒนาระหว่าง 2 ประเทศที่มีบทบาทด้านอวกาศมากที่สุดในขณะนั้นคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในช่วงยุคสงครามเย็น จนมาถึงการร่วมตัวกันของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปเป็น European Space Agency ในปี พ.ศ.2518 และต่อมาเกิดความร่วมมือพัฒนาด้านอวกาศที่เป็นครั้งสำคัญของโลก ก็คือ ความร่วมมือพัฒนาสถานีอวกาศนานาชาติ (the International Space Station) ระหว่างประเทศบราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รัสเซียและญี่ปุ่น

จะว่าไปแล้ว ผลประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็สามารถแบ่งออกได้ 2 ทาง คือ ทางตรง อาทิเช่น ข้อมูลต่างๆที่เราได้รับจากดาวเทียม หรือข้อมูลตำแหน่งที่ได้รับจากการดาวเทียมจีพีเอส ส่วนทางอ้อมก็คือ ความร่วมมือกันระหว่างประเทศจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดอันจะนำไปสู่การเกิดภาวะสงครามซึ่งเป็นหายนะของมนุษยชาติบนโลกใบนี้

ในขณะเดียวกัน ยิ่งความก้าวหน้าในด้านการสำรวจอวกาศก้าวหน้าเพียงใด ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่าโลกของเราเป็นเพียงจุดสีน้ำเงินเล็กๆในจักรวาลที่กว้างใหญ่ และสิ่งต่างๆที่เราทำกับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม มลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้น และการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินความจำเป็น ล้วนเป็นการทำลายที่น่าอับอายต่อชีวิตและอนาคตของโลกใบนี้

ไม่แน่ว่าสิ่งสุดท้ายที่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศจะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ดีขึ้น ก็คือ การพัฒนาความสามารถในการอพยพย้ายถิ่นฐานจากโลกใบนี้ไปสู่ดาวดวงอื่น เนื่องจากว่าปัจจุบันทุกคนบนโลกรู้ดีถึงภัยอันตรายต่างๆบนโลกใบนี้ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสามารถของมนุษย์ในการสร้างที่อยู่อาศัยในอวกาศ ไม่แน่ว่าในอนาคตอีกไม่ไกลอวกาศอาจจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับการรักษาไว้ซึ่งความอยู่รอดของมนุษย์

 

โดย Alastair Evans อายุ 16 ปี จาก Howard of Effingham School เมืองเซอร์รีย์ สหราชอาณาจักร
แปลโดย จักรพงษ์
Credit to European Space Agency