• ภาษาไทย
  • English

Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization):GISTDA

GISTDA To be Value based Organization in Geo-space Intelligence Deliveries by 2020

ความเหลื่อมล้ำ..ที่บรรเทาด้วย...ภูมิสารสนเทศ

ความเหลื่อมล้ำ..ที่บรรเทาด้วย...ภูมิสารสนเทศ

 

218_photopost.jpg

 

รู้หรือไม่ว่า! จำนวนบัญชีเงินฝากของคนไทยที่มีเงินน้อยกว่า 50,000 บาท มีมากถึง 87.42% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด และปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างคนมีรายได้สูงที่สุดกับรายได้ต่ำที่สุดถึง 10.3 เท่า และ 50% ของกลุ่มคนรายได้ต่ำคือกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในขณะที่ประชากรไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาโดยตลอด แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนไทย 3 ใน 4 กลับไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริงในสังคมไทยและอยู่ในระดับที่น่ากังวล แล้วเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนช่วยได้อย่างไร

“ความเหลื่อมล้ำ” หมายถึง ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสของกลุ่มคนต่างๆในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันและปรากฏในทุกภาคส่วนของสังคม อาทิ 1.ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคงและรายได้ ที่เกิดจากการพัฒนาที่กระจุกตัวในบางพื้นที่ ส่งผลให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานั้นกระจายไปไม่ทั่วถึง

2.ความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายโอกาส การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ด้านการศึกษา การเข้าถึงสวัสดิการสังคม และแหล่งทุนหรือปัจจัยการผลิต

และ 3.ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนา ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม และอาจเกิดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มที่มีอำนาจในสังคม

จากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในกลุ่มอาชีพเกษตรอยู่ในระดับที่น่ากังวลกว่าอาชีพอื่นๆ ทำให้ทาง ธปท. มองว่า ครัวเรือนเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งดูแลเป็นอันดับแรก ผ่านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เรื่องที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัว ปรับธุรกิจให้ทันกับภาวะโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อลดการเหลื่อมล้ำในกลุ่มนี้

หนึ่งในปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กระทบต่อพี่น้องเกษตรกรไทยมากที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำในด้านการถือครองที่ดิน เนื่องจาก 61% ของโฉนดที่ดินในประเทศไทย เป็นของกลุ่มคนไทยเพียง 10% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นการขาดแคลนที่ดินทำการเกษตรของเกษตรกรไทย จนนำมาสู่การบุกรุกที่ดินของรัฐหรือพื้นที่ป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เพียงเพื่อความอยู่รอด

ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ นำมาสู่ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างประชาชนกับรัฐตลอดมาตามที่เราเห็นตามข่าว เนื่องจากยังขาดระบบบริหารจัดการที่ดินที่เป็นเอกภาพ การแบ่งแนวเขตกรรมสิทธิ์ไม่ชัดเจน และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากติดตรงข้อบังคับทางกฎหมาย

ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวกับการถือครองที่ดิน มีการประยุกต์ใช้ทั้งในด้านการพัฒนาฐานข้อมูลและการศึกษาวิจัย เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ของรัฐ การพัฒนาแบบจำลองความยากจนของคนไทยด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม เป็นต้น

เนื่องจากข้อมูลภูมิสารสนเทศเป็นข้อมูลที่แสดงทั้งที่ตั้งและขอบเขตได้อย่างชัดเจนและยังเก็บรายละเอียดในที่ดินในแต่ละแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการออกแบบการเก็บและปรับปรุงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ชุดข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะสามารถสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ยังสามารถ “คาดการณ์ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

แนวคิดการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาใช้เพื่อการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะได้ระบบฐานข้อมูลที่ช่วยชี้ให้เห็นแก่นแท้ปัญหาและนำมาสู่การแก้ไขได้ตรงจุด เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่อย่างทั่วถึงแล้ว ยังเป็นกลไกที่จะช่วยสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชน ระหว่างกระบวนการพัฒนาฐานข้อมูลร่วมกัน ภายใต้ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประกอบกับกลไกการสร้างจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง (a sense of self-reliance) จะทำให้เกิดความยั่งยืนของการแก้ไขปัญหา คือทำให้คนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภูมิสารสนเทศในการแก้ไขแต่ละปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ศึกษาเรียนรู้ในทุกกระบวนการเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ เกิดทักษะ เกิดความอุตสาหะในการต่อสู้กับปัญหา เกิดความสามัคคีในชุมชน สุดท้ายก็จะเกิดเป็นความรักและหวงแหนทรัพยากรในพื้นที่ของตน ดังคำสอนของในหลวงรัชการที่ 9 ที่ว่า “ปลูกป่าในใจคน”

ในความเป็นจริง แม้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำจะไม่สามารถขจัดออกไปให้สิ้นโดยเร็ววัน เนื่องจากฝังลึกลงไปในโครงสร้างของสังคมไทย แต่สิ่งที่พอทำได้ก็คือการลดความเข้มข้นของความเหลื่อมล้ำให้น้อยลงตามสมควร ยอมถอยคนละก้าว สร้างมาตรฐานร่วมกัน มีระบบติดตามตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ หมั่นพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา และการสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่ก้าวไปข้างหน้าบนพื้นฐานข้อเท็จจริงจากข้อมูล (Information) ไม่ใช่บนพื้นฐานอารมณ์ (Emotion)

แต่ทว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำสำหรับภาคเกษตรกร ไม่น้อยไปกว่าการสนับสนุนจากภาครัฐคือ การที่เกษตรกรต้องมีการปรับตัว เปิดใจ รับแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรื่อน อันจะส่งผลให้ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่ง

 

อ้างอิง
- ประชาชาติธุรกิจ. (2561). ทำความเข้าใจ “ความเหลื่อมล้ำ”. สืบค้นวันที่ 1 มีนาคม 2563 ทาง https://www.prachachat.net/
- ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2562). ภาพรวมความเหลื่อมล้ำของไทยในศตวรรษที่ 21. สืบค้นวันที่ 1 มีนาคม 2563 ทาง www.bot.or.th
- ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2562), ความเหลื่อมล้ำไทย ทำไมไม่เท่าเทียม. สืบค้นวันที่ 1 มีนาคม 2563 ทาง www.bot.or.th
- ณัฎฐภัทร์ กิ่งเนตร และ ณัฐนรี มณีจักร, ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2562), ความเหลื่อมล้ำมิติอาชีพของไทย: กรณีศึกษาในอาชีพเกษตร. สืบค้นวันที่ 1 มีนาคม 2563 ทาง www.bot.or.th
- อติวิชญ์ แสงสุวรรณ. ความเหลื่อมล้ำ. สืบค้นวันที่ 1 มีนาคม 2563 ทาง https://library2.parliament.go.th/…/con…/2558/hi2558-052.pdf
- การบรรยายของ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา, ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานสัมมนา "ความรู้และความไม่รู้ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย : มายาคติและทางออก" วันที่ 25 ธันวาคม 2561ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- การนำเสนอของ ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ ในงานสัมมนา “ชีวิตที่เหลื่อมล้ำ : เหลื่อมล้ำตลอดชีวิต” เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ ห้องประชุม ชั้น 5 ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย

#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #จิสด้า #GISTDA