• ภาษาไทย
  • English

Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization):GISTDA

GISTDA To be Value based Organization in Geo-space Intelligence Deliveries by 2020

ศิลปะในแบบที่ไม่เหมือนใคร เมื่อมองจากสถานีอวกาศนานาชาติ..

ศิลปะในแบบที่ไม่เหมือนใคร เมื่อมองจากสถานีอวกาศนานาชาติ..

Gallery

.
หากคุณ..!! เป็นคนหนึ่งที่มีศิลปะในหัวใจ ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหนก็จะเห็นถึงความสวยงามและงดงามของสุนทรียศาสตร์ ทั้งที่บรรจงสร้างจากธรรมชาติและความจงใจจากฝีมือมนุษย์ ทว่าเรื่องราวของศิลปะเองก็มีหลายแขนง เมื่อเรามองจากนอกโลกกลับมายังโลก ภาพที่เห็นก็จะเป็นโลกทั้งใบ บางครั้งก็จะเห็นเมฆหนาบ้าง บางบ้าง สลับกันไป ครั้งนี้ก็เช่นกันสิ่งที่ถ่ายได้จากสถานีอวกาศนานาชาติ แท้จริงแล้วก็คือเมฆนั่นเอง .... เมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า หากมองให้เป็นศิลปะ มันก็คือความงดงามของก้อนเมฆที่บรรจงสร้างจากแรงกระทำและปฏิริยาต่างๆจากสิ่งที่อยู่รอบตัว
.
ภาพถ่ายที่เห็นอยู่นี้ถูกถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.63 บริเวณเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ที่สูงขึ้นไป 250 ไมล์ หรือราวๆประมาณ  402.34 กิโลเมตร มองเห็นเมฆเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆกัน วันนี้แอดมินจึงนำเรื่องราวของเมฆมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
เมฆ เกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอน้ำจนเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน เป็นละอองน้ำและเกล็ดน้ำแข็งที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก้อนเมฆนี้สะท้อนคลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในช่วงที่ตามองเห็นได้ ในระดับที่เท่า ๆ กัน จึงทำให้เรามองเห็นก้อนเมฆนั้นเป็นสีขาว แต่ก็สามารถมองเห็นเป็นสีเทาหรือสีดำ ถ้าหากเมฆนั้นมีความหนาแน่นสูงมากจนแสงผ่านไม่ได้ นอกจากนี้สีของเมฆใช้ในการบอกสภาพอากาศได้ เช่น เมฆสีเขียวจาง ๆ นั้นเกิดจากการกระเจิงของแสงอาทิตย์ เมื่อตกกระทบน้ำแข็ง เมฆคิวมูโลนิมบัสที่มีสีเขียว นั้นบ่งบอกถึงการก่อตัวของ พายุฝน พายุลูกเห็บ หรือพายุทอร์นาโด เมฆสีเหลือง ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยครั้ง แต่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ในช่วงที่เกิดไฟป่าได้ง่าย สีเหลืองนั้นเกิดจากฝุ่นควันในอากาศ เมฆสีแดง สีส้ม หรือ สีชมพู นั้นโดยปกติเกิดในช่วง พระอาทิตย์ขึ้น และ พระอาทิตย์ตก เกิดจากการกระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เกิดจากเมฆโดยตรง เมฆเพียงเป็นตัวสะท้อนแสงนี้เท่านั้น ในกรณีที่มีพายุฝนขนาดใหญ่ในช่วงเดียวกันจะทำให้เห็นเมฆ เป็นสีแดงเข้ม เหมือนสีเลือด เมฆเกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอน้ำ ในที่สุดก็จะเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน นอกจากนี้ยังมีเมฆบนดวงดาวอื่นที่อาจจะประกอบด้วยสารอื่นนอกจากน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพบรรยากาศของดวงดาวนั้นๆ
.
คราวนี้เรามารู้จักกับประเภทของเมฆกันบ้าง  แอดมินขอแบ่งเมฆออกเป็น 4 กลุ่มนะครับ
.
เมฆระดับสูง หรือเมฆชั้นสูง (High Cloud) ก่อตัวที่ระดับความสูงมากกว่า 5 กิโลเมตร ในบริเวณที่อุณหภูมิต่ำในชั้นบรรยากาศ ซึ่งประกอบด้วย
-เมฆ เซอร์รัส (cirrus)  เป็นเมฆที่ก่อตัวอยู่ในระดับสูงที่สุด มีลักษณะเป็นเส้น ๆ คล้ายใยไหมหรือเป็นริ้วบาง ๆ หยิกหยองเป็นปอยเหมือนขนนก บ่งบอกว่าอากาศดีไม่มีฝนตก
-เมฆ เซอร์โรคิวมูลัส  (cirrocumulus) เกิดจากผลึกน้ำแข็งเป็นเมฆ สีขาวโปร่งแสง บางครั้งจะปรากฏวงแหวนสีสวยงามโปร่งแสงจนบางครั้งอาจมองเห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ได้
-เมฆ เซอร์โรสเตรตัส (cirrostratus) เกิดจากผลึกน้ำแข็งเป็นเมฆ สีขาวโปร่งแสงเหมือนม่านติดต่อกันเป็นแผ่นในระดับสูง ปกคลุมเต็มท้องฟ้าหรือเพียงบางส่วน เป็นเมฆที่ทำให้เกิดวงแสงสีขาวหรือมีสี (Halo) รอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ได้ บ่งบอกว่า ฝนกำลังจะตกในไม่ช้า
.
เมฆระดับกลาง (Middle Cloud) ก่อตัวที่ความสูงระหว่าง 2 – 5 กิโลเมตร เมฆจะประกอบด้วยละอองน้ำ และ ละอองน้ำเย็นยิ่งยวด ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งประกอบด้วย
-เมฆ อัลโตคิวมูลัส  (altocumulus) มีลักษณะอยู่เป็นกลุ่ม ๆ คล้ายฝูงแกะ มีสีขาว บางครั้งสีเทา มีการจัดตัวเป็นแถว ๆ หรือเป็นคลื่น เป็นชั้น ๆ มีเงาเมฆมีลักษณะเป็นเกล็ด เป็นก้อนม้วนตัว (roll) อาจมี 2 ชั้นหรือมากกว่าขึ้นไป
-เมฆ อัลโตสเตรตัส (altostratu) มีลักษณะเป็นแผ่นหนาบางสม่ำเสมอในชั้นกลางของบรรยากาศ มองดูเรียบเป็นปุยหรือฝอยละเอียดแผ่ออกเป็นพืด
.
เมฆระดับต่ำ  (Low Cloud) ก่อตัวที่ระดับความสูงต่ำกว่า 2 กิโลเมตร รวมถึงเมฆสเตรตัสที่ลอยตัวอยู่ระดับพื้นดินที่เราเรียกว่า “หมอก” ซึ่งประกอบด้วย
-เมฆ สเตรตัส (stratus) มีลักษณะเป็นแผ่นหนา ๆ สม่ำเสมอในชั้นต่ำของบรรยากาศ ใกล้ผิวโลกเหมือนหมอก
-เมฆ สเตรโตคิวมูลัส (stratocumulus) มีสีเทา ลักษณะอ่อนนุ่ม เป็นก้อนกลมเรียงติด ๆ กันทั้งทางแนวตั้ง และทางแนวนอนทำให้มองเห็นเป็นลอนเชื่อมติดต่อกันไป
-เมฆ นิมโบสเตรตัส (nimbostratus) มีลักษณะเป็นแผ่นหนาสีเทาดำ เป็นแนวยาวติดต่อกัน แผ่กว้างออกไป ไม่เป็นรูปร่าง เป็นเมฆที่ทำให้เกิดฝนตก จึงเรียกกันว่า "เมฆฝน"
.
เมฆก่อตัวในแนวตั้ง (Clouds of Vertical Development)  เป็นเมฆที่มีแนวก่อตัวในแนวตั้ง ซึ่งทำให้เมฆมีความสูงจากฐาน ซึ่งประกอบด้วย
-เมฆ คิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) ลักษณะเป็นเมฆก้อนใหญ่รูปร่างคล้ายภูเขาใหญ่ มียอดเมฆแผ่ออกเป็นรูปร่างคล้ายทั่ง (anvil) ฐานเมฆต่ำมีสีดำมืด เป็นเมฆหนา มืดทึบ มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง อาจอยู่กระจัดกระจายหรือรวมกันอยู่ มักมีฝนตกลงมา เรียกเมฆชนิดนี้ว่า "เมฆฟ้าคะนอง"
-เมฆ คิวมูลัส (cumulus) ลักษณะเป็นเมฆก้อนหนามียอดมนกลมคล้ายกะหล่ำดอก ก่อตัวในทางตั้ง กระจัดกระจายเหมือนสำลี ถ้าเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ หรือลอยอยู่โดดเดี่ยว แสดงถึงสภาวะอากาศดี เป็นเมฆที่สามารถทำฝนเทียมได้
.
จริงๆแล้วเมฆก็มีประโยชน์มากมายเลยนะ เราสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์เมฆได้ด้วย โดยวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณน้ำฝน  เพื่อดูว่าปริมาณฝนที่ตกและปริมาณเมฆที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์เมฆเพื่อการศึกษาสภาพอากาศ ว่ามีกลุ่มเมฆปกคลุมหนาแน่นบริเวณใด มีอิทธิพลของพายุหรือไม่ อาจจะเกิดเป็นร่องความกดอากาศต่ำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมได้
.
เป็นยังไงบ้าง... รอบนี้เราได้ความรู้เรื่องเมฆกันไปเยอะเลยทีเดียว รอบหน้าเทคโนโลยีอวกาศจะพาคุณไปรู้จักกับอะไรนั้น รอติดตามนะครับ...

ขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพ >> Nasa
ข้อมูล Wikipedia และ น.ส.วรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการจากจิสด้า
#Spacetechnology #จิสด้า #gistda #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20

Tags: