• ภาษาไทย
  • English

บทบาทสำคัญของข้อมูลภูมิสารสนเทศในการจัดการภัยพิบัติ

บทบาทสำคัญของข้อมูลภูมิสารสนเทศในการจัดการภัยพิบัติ

 

217_photopost.jpg

“ภัยพิบัติ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ เนื่องจากภัยพิบัติจะสร้างความเสียหายต่อทรัพยากร ทรัพย์สิน และประชาชนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง ดังนั้นเทคโนโลยีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเชิงพื้นที่จึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งก็คือ “เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” อันประกอบด้วย ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกล (Remote Sensing) และ ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (GNSS) เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศสามารถประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การเตรียมการก่อนเกิดเหตุ การวางแผนและบรรเทาลดผลกระทบ การรับมือในภาวะฉุกเฉิน และสุดท้ายคือการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์

ปัจจุบันหลายหน่วยงานทั่วโลกได้มีการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัตินั้น ผู้ประเมินจำเป็นต้องมีความเข้าใจองค์ประกอบของสถานการณ์ของภัยพิบัติเสียก่อน เช่น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (พื้นที่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว พื้นที่ที่พายุขึ้นฝั่ง) ลักษณะทางกายภาพ (ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว, ศูนย์กลางความกดอากาศของพายุ) สภาพท้องถิ่น (การใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเภทและความสูงของอาคารที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ) เป็นต้น

คุณสมบัติดังกล่าวต้องการอาศัยความเข้าใจในมิติด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อจะสามารถคาดการณ์ระดับความรุนแรงหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอาคาร โครงสร้างพื้นฐานและประชากรในพื้นที่ ในขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวก็เป็นประโยชน์ต่อช่วยเหลืออพยพและการฟื้นฟูเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลภูมิสารสนเทศจึงเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ย้อนไปก่อนที่จะเริ่มมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ การตัดสินใจต่างๆที่เกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัตินั้นจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทักษะความสามารถของผู้ตัดสินใจ มากกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริงที่สะท้อนผ่านข้อมูล แต่ปัจจุบันข้อมูลภูมิสารสนเทศ เช่น ข้อมูลลักษณะภูมิประเทศ ข้อมูลประชากร ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน มีส่วนอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือและการพื้นฟูความเสียหาย
.
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในปัจจุบันสามารถทำงานร่วมกับข้อมูลรูปแบบที่หลากหลาย อีกทั้งยังง่ายต่อการเข้าถึงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญต่อการรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งทำให้การตัดสินใจสั่งการก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
.
ในบางประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีการวางรากฐานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในทุกระยะของการจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การเตรียมการ การวางแผนและบรรเทา การตอบสนอง และการฟื้นฟู อีกทั้งเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละระยะไว้ในระบบเดียวกันเพื่อความต่อเนื่องของข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจและการปฏิบัติงาน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
.
1. #การเตรียมการก่อนเกิดเหตุ
.
ในมิติของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมีข้อมูลมากมายที่จำเป็นต้องมีการสำรวจ จัดเตรียม หรือวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ เช่น จำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ สถานที่ที่มีอาคารสูง ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูลภูมิประเทศ ลักษณะทางสังคมและโครงสร้างของพื้นที่ที่ประชากรมีความเสี่ยง เส้นทางอพยพเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการอพยพเมื่อเกิดสินามิ หรือน้ำท่วม เป็นต้น ข้อมูลเหล่าหนี้ล้วนสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อสร้างฐานข้อมูลดังกล่าวข้างต้น รวมถึงการรวบรวมข้อมูลตำแหน่งสถานที่ต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ได้แก่ โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง สถานีตำรวจ โรงเรียน วัด เป็นต้น
.
แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยที่จะช่วยทำให้ประชาชนเข้าใจถึงพื้นที่อันตรายต่อภัยแต่ละประเภท เข้าใจเส้นทางที่จะสามารถเอาตัวรอดได้ในยามฉุกเฉิน อาทิ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม แผนที่เสี่ยงแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่ม แผนที่เสี่ยงเกิดไฟป่า แผนที่เส้นทางอพยพจากคลื่นสึนามิ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการวิเคราะห์และเผยแพร่ล่วงหน้าเพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และควรต้องคำนึงถึงการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากแผนที่แล้ว ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นข้อมูลสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดนโยบายที่สมเหตุสมผล เช่น ในพื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูง ควรมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องของโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง การดัดแปลงโครงสร้าง เป็นต้น
.
2. #การวางแผน และ #การบรรเทา #ลดผลกระทบ
.
การวางแผนและบรรเทาสาธารณะภัย นับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแล ซึ่งข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศก็ยังคงมีส่วนสำคัญเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ความสามารถในการประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และช่วยเหลือรัฐบาลในการวางแผนรับมือ
.
ปัจจุบันจิสด้าอยู่ในระหว่างพัฒนาเครื่องมือที่ว่านี้คือ Actionable Intelligence Policy Platform หรือ AIP Platform ภายใต้โครงการ THEOS-2 เป็นเครื่องมือหลักในการคิด ประมวลผล และเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและขับเคลื่อนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประกอบด้วย 6 ด้านหลักๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที
.
AIP จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลแทนสมองของมนุษย์ ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพความเชื่อมโยงของปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ มีความสมดุล และความถูกต้อง ทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา นำไปสู่ทางเลือกการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
.
3. #การรับมือในภาวะฉุกเฉิน
.
การตอบสนองกับภัยพิบัติในยามวิกฤตินั้น ต้องการข้อมูลที่เพียงพอและมีความน่าเชื่อถือ เช่น สถานที่เกิดภัย ความรุนแรงของเหตุการณ์ในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พื้นที่และจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบ จำนวนประชาการที่ต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน ซึ่งคำถามเหล่านี้สามารถตอบได้ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ โดยบูรณาการการวิเคราะห์จากทั้งข้อมูล GIS ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม ข้อมูลภาพถ่ายจากอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ร่วมกัน
.
ภายหลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน ภาพถ่ายจากดาวเทียมสามารถบ่งบอกถึงภาพรวมพื้นที่ที่ได้รบผลกระทบ และเมื่อวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูล GIS ก็จะได้ข้อมูลประชากรที่ได้รับผลกระทบในแต่พื้นที่หรือแต่ละขอบเขตการปกครอง จากนั้นเมื่อนำภาพหลังเหตุการณ์เปรียบเทียบกับภาพก่อนเกิดเหตุการณ์ ก็จะยิ่งทำใหเราเข้าใจถึงความเสียหายที่เกิดต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรืออาคารบ้านเรือน นอกจากนั้นโดรนก็ยังช่วยทำให้การประเมินสถานการณ์ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นในระหว่างที่รอให้ดาวเทียมโคจรผ่านอีกครั้ง ข้อมูลความเสียหายต่างๆในพื้นที่จริงสามารถสร้างเป็นแผนที่ออนไลน์เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าใจภาพรวมและตัดสินใจในส่วนงานที่ได้รับมอบหมาย
.
4. #การฟื้นฟู หลังเหตุการณ์
.
ไม่นานหลังจากนาทีฉุกเฉินได้ผ่านพ้นไป การประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาโดยอาศัยเทคนิควิธีทางภูมิสารสนเทศ เพื่อช่วยประเมินความเสียหายทั้งหมด เช่น จำนวนบ้านเรือนที่เสียหาย จำนวนประชากรที่ต้องย้ายถิ่นฐาน จำนวนประชากรที่เสียชีวิตและได้รับบาทเจ็บ มูลค่าความเสียหายทั้งหมด เป็นต้น
.
นอกจากนี้ข้อความการประเมินดังกล่างยังสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจในการฟื้นฟูเยี่ยวยาในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงการสร้างสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่ช่วยเหลือเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ความช่วยเหลือสามารถส่งตรงถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนที่แท้จริง ในขณะเดียวกันก็สามารถติดตามการประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ระบุครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
.
ปัจจุบันภัยพิบัติทั้งทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นด้วย กระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดควรร่วมมือกันเพื่อคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมหรือวิธีการใหม่ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพในอนาคตและเป็นการใช้ประโยชน์สูงสูดจากเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ
.

อ้างอิง
- Pushpendra Johari, Role of GIS in Disaster Management, เผยแพร่เมื่อ 31 ก.ค. 2561, เว็บไซต์ https://www.rmsi.com/
- พศพงศ์ ธรรมาภิรัชต์, ความรู้เกี่ยวกับ AIP, เผยแพร่เมื่อ 13 ก.พ. 2561 เว็บไซต์ https://www.gistda.or.th/
- คู่มือการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดย สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย
- แนวคิดการจัดการภัยพิบัติ โดย โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก “แผนงานการจัดการทางด้านภัยพิบัติ”

#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #จิสด้า #GISTDA