• ภาษาไทย
  • English

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน):GISTDA

เป็นองค์กรในการนำคุณค่าจากอวกาศและภูมิสารสนเทศสู่สังคม

ความก้าวหน้า THEOS-2

ความก้าวหน้า THEOS-2

banner_water2-09.png

เรื่องเล่าจากแดนไกล

****************************************************************************************************

จะมั่นใจได้อย่างไรว่า... การเดินทางไปทำงานในประเทศที่มีการระบาดของ COVID-19 ที่เป็นอันดับ 1 ของทวีปยุโรปนั้นจะปลอดภัย

kaaredinthaangaipthamngaanainthwiipyuorp-01_0.jpg

จากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ระบาดอย่างหนักในทุกประเทศทั่วโลก หลายประเทศพยายามหาวิธีระงับและป้องกัน ไม่เว้นประเทศไทยของเราก็มีการเข้มงวดในเรื่องนี้ ส่วนคนไทยที่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปยังต่างประเทศไม่ว่าจะกรณีใดๆก็แล้วแต่ก็จะต้องได้รับการรับรองและมีวิธีการดูแลป้องกันตนเองที่ดีเพื่อให้ห่างไกลจากเจ้าโรคระบาดชนิดนี้

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เมื่อช่วงกลางปี พ.ศ.2563 ราวๆ เดือน พ.ค. - มิ.ย. สหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษที่เรารู้จักกันดี กำลังประสบปัญหาภาวะการระบาดของไวรัสร้าย COVID-19 อย่างรุนแรง ผู้คนติดเชื้อมากมายมหาศาล รวมทั้งล้มตายไปจำนวนมาก จนติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และอันดับ 1 ของทวีปยุโรป ต้องยอมรับว่าด้วยภาระหน้าที่ของ GISTDA Team ที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจภายใต้โครงการระบบ THEOS-2 นั้น ทำให้ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ แล้วจะทำยังไงดี ?   เสี่ยงเกินไปรึเปล่า ? จะรอดกลับประเทศมั้ย ? ระบบสาธารณสุขของที่นี่ก็ใช่ว่าจะเหมือนบ้านเรา การเข้าถึงการรักษาคงยากน่าดู สิ่งเหล่านี้คือข้อกังวลที่ผุดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

ในที่สุดข้อกังวลใจเหล่านี้ก็ได้รับการคลี่คลายลงไปพอสมควร หลังจากที่ทางทีมได้ทราบว่าในเมือง Guildford ที่ GISTDA Team  ต้องไปอยู่นั้น ไม่มีการระบาดรุนแรงมากเท่าไรนัก แต่ทั้ง GISTDA และ SSTL (บริษัทที่พัฒนาดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT ร่วมกับทีมวิศวกรไทย) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะต่างตระหนักดีว่า สุขภาพของผู้ปฏิบัติงานเป็นสิ่งที่สำคัญ จึงได้มีมาตรการต่างๆมากมายเพื่อดูแลทุกคนอย่างดีที่สุด โดยวิศวกรทุกคน จะได้รับสิทธิในระบบสาธารณสุขเทียบเท่ากับพลเมืองของประเทศ รวมทั้งมีการจัดซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือกรณีที่จำเป็นต้องส่งตัวกลับประเทศไทยเพื่อทำการรักษาอีกด้วย และทันทีที่พวกเราเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกักตัวอยู่ในที่พักของตนเอง 14 วัน ตามนโยบายของรัฐบาลอังกฤษ ในช่วงเวลาของการกักตัว SSTL ดูแลทุกคนเป็นอย่างดี มีการจัดรถรับส่ง ไปรับ GISTDA Team ถึงสนามบิน และส่งตรงที่บ้านพัก นำเอกสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆมาให้เราตลอดช่วงเวลาที่กักตัว เมื่อครบกำหนดการกักตัวแล้ว ทุกคนต้องเข้าไปที่ออฟฟิศเพื่อรับฟังแนวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค COVID-19 หรือที่เรียกว่า Induction ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าปฏิบัติงานที่ออฟฟิศตามปกติได้

มาดูกันดีกว่าว่าแนวปฏิบัติของ SSTL มีอะไรบ้าง
1 เริ่มจากแบ่งพนักงานออกเป็น 2 ทีม (Blue & Red) และสลับกันเข้าทำงานที่ออฟฟิศคราวละ 1 สัปดาห์
2 พนักงานทุกคนต้องวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าตึก
3 ถ้าใส่หน้ากากจากข้างนอก ต้องถอดหน้ากากเปลี่ยนใหม่ และทิ้งหน้ากากเก่าทุกครั้งก่อนเข้าตึก โดย SSTL มีหน้ากากอนามัยใหม่ให้บริการฟรีเมื่อต้องเปลี่ยนหน้ากาก
4 หน้ากากแต่ละชิ้น ใช้ได้ไม่เกิน 4 ชม. และเมื่อถอดออกแล้วต้องทิ้งทันที
5 หากพนักงานจำเป็นต้องประสานงานใกล้กันมากกว่า 2 เมตร ต้องใส่หน้ากากเสมอ
6 อนุญาตให้ใช้ลิฟท์ครั้งละ 1 คนเท่านั้น
7 ทางเดินภายในตัวอาคารปรับรูปแบบเป็น One way ห้ามเดินสวนกัน
8 ห้องน้ำใช้ได้ครั้งละ 1 คน (แยกชาย-หญิง)
9 ห้องพักผ่อนและรับประทานอาหาร รวมทั้งโต๊ะทำงาน มีการกำหนดว่าตรงไหนนั่งได้ นั่งไม่ได้ โดยเว้นระยะห่าง 2 เมตร
10 การใช้งานสิ่งของต่างๆในพื้นที่ส่วนรวม ที่ต้องสัมผัส เช่น เครื่องปรินท์เตอร์ เครื่องทำน้ำร้อน โต๊ะประชุม โต๊ะกินข้าว จะต้องเช็ดทำความสะอาดด้วยแผ่นทำความสะอาดผสมสารฆ่าเชื้อทุกครั้ง
11 มีแม่บ้านทำความสะอาดทุกจุด ทุกๆ 15 นาที
12 กำหนดจำนวนผู้ใช้งานห้องประชุม โดยเว้นระยะห่าง 2 เมตร
13 มีเจลล้างมือ และแผ่นทำความสะอาดผสมสารฆ่าเชื้อ วางกระจายทั่วทั้งตึก
14 แจกเจลล้างมือ และหน้ากากอนามัยให้พนักงานทุกคน
15 มีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Guardian คอยเดินตรวจตราให้พนักงานทุกคนทำตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

เป็นยังไงบ้างครับ แนวทางการป้องกันไวรัส COVID-19 เข้มข้นสุดๆกันไปเลย มีมาตรการป้องกันดีขนาดนี้ เลยทำให้ SSTL ได้รับรางวัลหน่วยงานป้องกัน COVID-19 ยอดเยี่ยมด้วยครับ

อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบกำหนดการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ภารกิจโครงการ THEOS-2 แล้ว ทีมวิศวกรทุกคนมั่นใจว่า เราจะนำความสำเร็จของโครงการกลับไปฝากทุกคน และเดินทางกลับประเทศไทย ได้อย่างปลอดภัยพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงทุกคนอย่างแน่นอน จะว่าไปแล้ว หาโอกาสยากมากที่จะได้พบเจอประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ เพราะพวกเราคือ Survivor จากประเทศที่มีการระบาดของ COVID-19 เป็นอันดับ 1 ของทวีปยุโรป เป็นกำลังใจให้ทีมวิศวกรที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยในการสร้างตำนานครั้งนี้ด้วยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก
สรารักษ์ ธนารัตน์
Image Processing Engineer โครงการ THEOS-2 SmallSAT
#เกร็ดความรู้จากวิศวกรดาวเทียม #เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่21 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว #GISTDA #ดาวเทียม #gistdathenameyoucantrust #Covid19 #โควิด19  #เรื่องเล่าจากแดนไกล

 

 

****************************************************************************************************

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าดาวเทียมอยู่รอดในอวกาศ ?

cchamanaicchaidyaangairwaadaawethiiymyuurdainwkaas.jpg

หลายต่อหลายครั้งที่แอดมินมีโอกาสได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับดาวเทียม ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องของดาวเทียมแต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่น คนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไปว่าดาวเทียมจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองอย่างไร อาจจะคิดไปว่าดาวเทียมก็อยู่บนฟ้า เราก็อาศัยอยู่บนพื้นดิน มันจะเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ทุกครั้งที่เราเปิด GPS เพื่อพยายามหาเส้นทางไปร้านอาหารที่เพื่อนแนะนำมา หรือเปิดทีวีเจอพยากรณ์อากาศแจ้งเตือนพายุหรือน้ำท่วมที่กำลังใกล้เข้ามา รวมไปจนถึงอาชีพบางอาชีพที่ต้องใช้ GPS ในการทำงาน เช่น..พนักงานส่งอาหาร ส่งสินค้า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นั้นมาจากดาวเทียมแทบทั้งสิ้น การใช้ชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบันมีการพึ่งพาการทำงานของดาวเทียมอยู่เป็นปกติ หากระบบดาวเทียมทำงานผิดพลาดก็อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราได้อย่างมาก

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการผลิตดาวเทียมแต่ละดวงนั้นมีมูลค่าค่อนข้างสูงมาก อย่างดาวเทียม GPS รุ่นล่าสุด ราคาตกประมาณดวงละกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โอ้ว..!!ราคาสูงมาก เราคงไม่อยากเห็นเงินเหล่านี้สูญหายไปกับดาวเทียมที่เข้าสู่วงโคจรแล้วใช้งานไม่ได้ กลายเป็นขยะอวกาศที่ไร้ค่า นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีการทดสอบดาวเทียมทุกดวง ด้วยวิธีที่เหมาะสมก่อนที่จะปล่อยขึ้นสู่อวกาศ

แล้วเราจะทดสอบอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าดาวเทียมเราจะปลอดภัย ? 
คำตอบ คือ “ดาวเทียมผ่านสภาพแวดล้อมอะไร เราก็ทดสอบอย่างนั้น”

ในช่วงชีวิตของดาวเทียมก่อนที่จะขึ้นไปโคจรในอวกาศนั้น ต้องผ่านสภาพแวดล้อมอันตรายหลายอย่าง สิ่งแรก...ดาวเทียมต้องประสบพบเจอก็คือ แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากจรวดลำเลียง (Launch Vehicle) ขณะเคลื่อนตัวผ่านชั้นบรรยากาศ ขึ้นสู่วงโคจร  หลังจากดาวเทียมแยกตัวออกจากจรวดลำเลียง และโคจรรอบโลกเพื่อปฏิบัติภารกิจตามที่ได้ถูกออกแบบไว้นั้น ดาวเทียมจะต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูงกว่าบนผิวโลกมากและต้องทำงานในสภาวะสุญญากาศ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เย็นจัดและร้อนจัด รวมถึงปริมาณรังสีคอสมิกเข้มข้นที่ไม่เพียงแค่ส่งผลอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต  แต่ยังสามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนได้อีกด้วย

ดาวเทียมจะถูกทดสอบด้วยเครื่องให้กำเนิดการสั่นสะเทือน (Vibration testing) เป็นอย่างแรก  เพราะแรงสั่นสะเทือนจะเป็นสิ่งแรกที่ดาวเทียมต้องเจอเมื่อถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศ โดยดาวเทียมถูกติดตั้งเข้าเครื่องทดสอบโดยใช้ตำแหน่งเดียวกับที่จะติดตั้งบนจรวดลำเลียง จำลองให้เหมือนกับแรงสั่นสะเทือนที่ดาวเทียมจะได้รับให้สมจริงที่สุด เซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือน (Accelerometer sensor) จำนวนมากจะถูกติดตั้งเข้ากับดาวเทียม เพื่อเก็บข้อมูลระหว่างการทดสอบ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์และประเมินผล เพื่อยืนยันว่าดาวเทียมนั้นไม่เกิดความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนที่ได้รับ และสามารถนำไปทดสอบขั้นต่อไปได้

สิ่งที่ดาวเทียมต้องเจอต่อมาคือ สภาวะสุญญากาศและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เย็นจัดและร้อนจัดในอวกาศ การทดสอบด้วยห้องควบคุมอุณหภูมิสุญญากาศ (Thermal vacuum test) เป็นสิ่งที่ช่วยจำลองสภาวะดังกล่าวได้ ดาวเทียมจะถูกติดตั้งในห้องที่เป็นสภาวะสุญญากาศ พร้อมกับการควบคุมอุณหภูมิร้อนและเย็นสลับกันไป นอกจากนี้เพื่อยืนยันว่าดาวเทียมสามารถทำงานได้จริง ระหว่างที่อยู่ในสภาวะที่ร้อนจัดและเย็นจัด วิศวกรจะทำการควบคุม เช็คสถานะ สั่งงาน ผ่านระบบ Electronic Ground Support Equipment (EGSE) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าดาวเทียมสามารถทำงานได้ปกติในทุกช่วงอุณหภูมิ แต่เนื่องจากส่วนประกอบหลักของดาวเทียมคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถปล่อยหรือรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้อาจก่อให้เกิดสัญญาณรบกวน ไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ภายในดาวเทียมด้วยกันเองหรือรบกวนต่ออุปกรณ์ภายนอก เช่น ระบบควบคุมการทำงานของจรวดลำเลียง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic compatibility) หรือ EMC โดยการทดสอบจะเป็นการยืนยันว่า

  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ส่งผลต่อดาวเทียม (Radiated susceptibility)
  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากดาวเทียมไม่ส่งผลต่อการทำงานของจรวดลำเลียง (Radiated emissions)
  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากดาวเทียมไม่ส่งผลต่อการทำงานของตัวดาวเทียมเอง (Radiated self- susceptibility)

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเพื่อหาโมเมนต์ความเฉื่อยและมวลที่แน่นอนของดาวเทียม ที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าดาวเทียมจะสามารถเข้ากันได้กับจรวดลำเลียงและวิศวกรดาวเทียมจะนำผลการทดสอบที่ได้ไปปรับปรุงระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของดาวเทียมให้แม่นยำยิ่งขึ้น
หลังจากผ่านการทดสอบที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นแล้ว ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาประเมินและส่งให้กับ Launch agency เพื่อเป็นการยืนยันว่าดาวเทียมปลอดภัยพร้อมที่จะส่งขึ้นสู่วงโคจร จะเห็นได้ว่าก่อนที่ดาวเทียมจะถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศและปฏิบัติภารกิจให้กับคนบนพื้นโลกนั้น ต้องผ่านการทดสอบที่ซับซ้อนและเข้มงวด วิธีการทดสอบต้องออกแบบมาให้เหมาะสม, ครอบคลุมทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญจะต้องไม่รุนแรงเกินไปจนสร้างความเสียหายให้กับตัวดาวเทียมเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ดาวเทียมจะอยู่รอดในอวกาศและสามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามทุกคนคาดหวังไว้นั่นเอง

ในส่วนของดาวเทียม THEOS-2 – SmallSAT นั้นหลังจากที่การประกอบดาวเทียมเสร็จสิ้น ณ บริษัท Surrey Satellite Technology Limited (SSTL) สหราชอาณาจักร  ดาวเทียมจะถูกส่งมาที่ประเทศไทยเพื่อดำเนินการทดสอบทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ดำเนินการทดสอบแบบครบวงจรโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย เพื่อเป็นการยืนยันและพิสูจน์ความสามารถในการทดสอบดาวเทียมในประเทศพร้อมสำหรับรองรับการทดสอบดาวเทียมดวงต่อไปที่จะเกิดขึ้น แอดมินเชื่อว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมจะต้องมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และตอบโจทย์มนุษย์โลกอย่าเราๆยังไงละครับ / ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ

เรียบเรียงโดย
นายวสันต์ สุวรรณหงส์
AIT/EGSE/Launch (Mechanic) Engineer โครงการ THEOS-2 SmallSAT
#เกร็ดความรู้จากวิศวกรดาวเทียม #เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่21 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว #GISTDA #ดาวเทียม #gistdathenameyoucantrust

 

****************************************************************************************************

ความก้าวหน้าโครงการพัฒนาดาวเทียมเล็ก (THEOS-2 SmallSAT)

Update 14 December 2020

artboard_1.jpg

สวัสดีครับ..!! แอดมินมาแล้ว มาพร้อมกับสาระความรู้อีกเช่นเคย เรายังคงตามติดกับเรื่องราวของโครงการธีออส 2 ซึ่งก่อนหน้านี้แอดมินได้นำเสนอองค์ความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างดาวเทียมและได้รับความสนใจจากลูกเพจเป็นจำนวนมาก สอบถามเข้ามาทางอินบ๊อกกันมากมาย วันนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจ เราจะไปตามติดความก้าวหน้าของการพัฒนาดาวเทียมเล็กไปด้วยกันครับ

 

ด้านความก้าวหน้าในการประกอบและทดสอบดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT นั้น ณ ตอนนี้ได้ติดตั้งอุปกรณ์ Power Distribution Module (PDM), Core Data Handling System (CDHS), Magnetometer, Gyro, Sun sensor และ Magnetorquer Rod บน Flat-sat แล้ว หลังจากนั้นได้ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมดังนี้ คือ

  • Star Tracker ที่ใช้ในการในการอ้างอิงตำแหน่งดวงดาวเพื่อการควบคุมการทรงตัวที่แม่นยำมากขึ้น
  • Reaction wheel ที่ใช้ในการให้กำลังในการขยับตัวเพื่อการทรงตัวของดาวเทียม โดยในดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT ติดตั้งทั้งหมด 4 ตัว และจัดวางแบบพิรามิดที่สมมาตรกัน
  • เซตอัพระบบ S-band Transceiver บน Electrical Ground Support Equipment (EGSE) ในส่วนของ Amergint system ให้สามารถใช้งานรับส่งคำสั่งควบคุมดาวเทียม และข้อมูลสุขภาพดาวเทียม กับ CDHS ได้
  • เซตอัพระบบ Global Navigation Satellite System (GNSS) บน CDHS ให้สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม GNSS ได้
  • Data Handling Unit (DHU) ที่ใช้ในการจัดการและจัดเก็บข้อมูลที่เป็นภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลจากเพย์โหลดที่ 2 และ 3 ต่อมา
  • X-band transmitter ที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลจากเพย์โหลดที่ 2 และ 3 เป็น Digital และแปลงเป็นอนาล็อกพร้อมขยายสัญญาณ ก่อนส่งต่อให้สายอากาศเพื่อดาวน์ลิ้งข้อมูลมายังพื้นโลก

 

ขั้นตอนต่อไปจากนี้จะติดตั้ง Battery Charge Module (BCM) ที่ควบคุมการชาร์จแบตเตอรี่, Payload Interface Board (PIB) ที่ใช้ควบคุมการสลับการทำงานของเพย์โหลดที่ 2 และ 3 และเป็นส่วนที่วิศวกรไทยออกแบบเองทั้งหมด, แบตเตอรี่ และก็ Automatic Identification System (AIS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเพย์โหลดที่ 2 เพื่อใช้ในการตรวจสัญญาณเรือที่ส่งสัญญาณเพื่อ identify ตัวเองบนน่านน้ำต่างๆ ทั้งนี้ระหว่างประกอบและติดตั้งทางวิศวกรต้องแก้ปัญหาทั้งทาง software และ Hardware อยู่ตลอดซึ่งเป็นเรื่องปกติกับอุปกรณ์ที่ไม่เคย interface กันมาก่อน แต่ทุกอย่างต้องทำด้วยความระมัดระวัง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของ SSTL ก็จะย้ำอยู่ตลอดว่า “Don’t rush!” หมายถึง ไม่ต้องรีบนั่นเอง

 

ในส่วนของเพย์โหลดที่ 3 ดำเนินการทดสอบในแต่ละอุปกรณ์เบื้องต้นผ่านเรียบร้อยแล้ว โดยในครั้งนี้ทางวิศวกรไทย เริ่มนำซอฟแวร์ที่พัฒนามาทดลองบน Engineering Model (EM) ที่ใช้ทดสอบซอฟแวร์ ทั้งแบบรายอุปกรณ์ และสั่งงานผ่าน Raspberry Pi ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเพย์โหลดที่ 3 เป็นการนำอุปกรณ์ Commercial off-the-shelf (COTS) ทั้ง Raspberry PI, Gyro, Magnetometer, GNSS, sun sensor เป็นต้น ที่ใช้บนพื้นโลกเป็นส่วนใหญ่มาทดลองใช้บนอวกาศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการทดสอบซอฟแวร์ คือการทดลองสั่งงานตาม CONOPS หรือ Concept of Operations ซึ่งมีทั้งหมด 6 โหมด คือ ถ่ายภาพแบบ single shot, strip shot, video, selfie, โหมดการทดลองเปรียบเทียบค่าการทรงตัวดาวเทียมจากอุปกรณ์หลักของดาวเทียมกับเพย์โหลดที่ 3 และการอัพเดทค่า configuration เผื่อใช้ในการอัพเดทโค๊ดกรณีที่ดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เมื่อทดสอบเสร็จก็จะนำโค๊ดไปลงในเพย์โหลดที่ 3 อีกชุดนึงที่เป็น Engineering Qualification Model (EQM) ที่จะใช้ในการทดสอบ Thermal Ambient และ Vibration ต่อไป และในส่วน Customer Engineer (CE) sun sensor ที่วิศวกรไทยออกแบบเองนั้น ดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบการสั่งงานผ่าน Raspberry PI และเตรียมทำการ Calibration ที่ University of Surrey เร็วๆนี้

 

อีกกิจกรรมที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ In-Country Manufacturing โดยจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียม ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วหลายเดือน โดยได้คัดเลือกชิ้นส่วนที่มีความเป็นไปได้ระหว่างวิศวกรไทยในอังกฤษ กับเจ้าหน้าที่ SSTL และได้รับการสนับสนุนจากทีมงานเจ้าหน้าที่ GISTDA ที่ประเทศไทยในการติดต่อประสานงานกับบริษัทในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ร่วมกันว่าการสั่งผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมในอุตสาหกรรมของการผลิตดาวเทียมจริงๆ แล้วนั้นเขาทำกันอย่างไร จนปัจจุบันความคืบหน้าในเฟสแรกนั้น SSTL ได้สั่งผลิตชิ้นส่วนไปแล้ว จำนวน 34 ชิ้น จาก 4 บริษัท และส่งมาตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 10 ชิ้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และพิจารณานำไปประกอบเข้ากับดาวเทียมเพื่อใช้บนอวกาศจริงแล้วอย่างน้อย 1 ชิ้น ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบขั้นสุดท้าย จึงถือเป็นก้าวที่สำคัญที่ประเทศไทยจะได้มีมาตรฐานในการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียม ซึ่งเป็นความจำเป็นและมีความสำคัญต่อวงการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศในอนาคตต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
นายลิขิต วรานนท์  ผู้จัดการโครงการพัฒนาดาวเทียมเล็ก (THEOS-2 SmallSAT)
#เกร็ดความรู้จากวิศวกรดาวเทียม #เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่21 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว #GISTDA #ดาวเทียม #gistdathenameyoucantrust

 

****************************************************************************************************

 

จะออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในดาวเทียม ต้องรู้อะไรบ้าง..?

THEOS-2-5dec2020.jpg

เรื่องราวของดาวเทียมยังมีอีกมากมาย...วันนี้แอดมินจะพาทุกคนไปรู้จักกับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในดาวเทียมซึ่งผู้ที่ออกแบบต้องมีความรู้ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ ในการออกแบบวงจรให้ได้ตามมาตราฐานด้านอุตสาหกรรมอวกาศนั้น จะต้องทำตามมาตราฐานจากหน่วยงานด้านอวกาศที่กำหนด ตัวอย่าง เช่น บริษัทที่พัฒนาดาวเทียมในยุโรป จะมีมาตราฐานการผลิตตามข้อกำหนดของ European Cooperation for Space Standardization (ECSS) การออกแบบวงจรจะต้องทำการวิเคราะห์ค่าพิกัดความทนทานของอุปกรณ์ทางไฟฟ้าหรือ De-rating ตามข้อกำหนดของ ECSS-Q-ST-30-11C เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวงจรมีค่าเผื่อ (Margin) ความทนทานต่อสภาพการทำงานที่หนักได้นั่นเองครับ

ในส่วนของการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะใช้ Software ประเภท Electronic Computer-Aided Design เช่น โปรแกรม CADSTAR, EAGEL, OrCAD เป็นต้น การออกแบบวงจรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ดาวเทียมต้องการ ซึ่งจะต้องออกแบบให้วงจรมีขนาดเล็ก อัตราการส่งข้อมูลสูง มีความทนทาน และน้ำหนักเบา ซึ่งหัวใจในการทำงานของวงจรดาวเทียมนั้นเราใช้ชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า System-on-Chip Field-Programmable Gate Arrays (SoC FPGAs) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและควบคุมการทำงานของดาวเทียม การพัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลโดยใช้ SoC FPGA นั้นจะมีทั้งส่วนระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ Processing System (PS) และ Programmable Logic (PL) เป็นการออกแบบวงจรดิจิตอลภายในชิปอิเล็กทรอนิกส์ FPGA (Field Programming Gate Array) ภายในชิปเดียวกันเพื่อสร้างระบบประมวลผล On Board Computer (OBC) ผู้พัฒนาสามารถกำหนดสถาปัตยกรรมการประมวลผล โปรโตคอลในการสื่อสาร ส่วนรับ-ส่งข้อมูล ได้ภายในชิปอิเล็กทรอนิกส์ตัวเดียวจะทำให้มีความรวดเร็วในการประมวลผลสูง ซึ่งวงจรดาวเทียมนั้นมีภาคส่วนการประมวลผลจากอุปกรณ์จำนวนมาก

การที่วิศวกรได้ออกแบบวงจรจนมาถึงส่วนระบบประมวลผลที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ ถือเป็นการใช้ความรู้ขั้นสูงสุดของวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์เลยก็ว่าได้ ซึ่งต้องมีองค์ความรู้ทั้งหมดทั้งในเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ความรู้ในการวิเคราะห์วงจรไฟฟ้า การออกแบบวงจรดิจิตอล ความรู้ทางด้านการใช้เครื่องมือวัด การใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ รวมถึงการเขียนโปรแกรมตั้งแต่ ภาษา Assembly, C/C++, Python และภาษาที่ใช้ในการออกแบบวงจรดิจิตอลภายในชิป FPGA นั้นจะต้องใช้ ภาษา VHDL (Very High Speed Intergraded Circuit Hardware Description Language) ซึ่งเป็นความรู้ใช้พัฒนาอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีขั้นสูงในหลายอุตสากรรม เช่น อุตสาหกรรมด้านอวกาศและการบิน ด้านเทคโนโลยีทางทหาร ด้านการแพทย์ เป็นต้น

ปัจจุบันการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านอวกาศของไทยยังขาดการพัฒนาวิศวกรที่มีความรู้ในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ ซึ่งมีตำแหน่งงานด้าน Embedded System, FPGA Engineer เป็นที่ต้องการของบริษัทในต่างประเทศ หากเราลองค้นหาในเว็ปหางานของต่างประเทศ จะเห็นได้ว่ามีความต้องการวิศวกรด้านนี้จำนวนมาก ที่สำคัญค่าตอบแทนค่อนข้างสูง เช่น บริษัท SpaceX, Tesla, BAE System, Intel, Airbus, Boeing ทั้งใน ประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาครับ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง..!! ที่ประเทศไทยควรจะก้าวข้ามการเป็นประเทศผู้ใช้งาน แล้วหันมาเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้เอง การที่จะทำได้นั้นภาครัฐต้องสนับสนุนให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ให้หลากหลายและอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มจำนวนวิศวกรและองค์ความรู้ทางด้านนี้ และที่สำคัญจะทำให้ประเทศไทยมีวงจรการเติบโตของจำนวนบุคลากรที่มีศักยภาพสูงและจำนวนการพัฒนาอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากใครที่กำลังมองหาสายวิชาชีพที่จะเรียนอยู่ แอดมินแนะนำเลยว่า สายอาชีพนี้มีความท้าทายไม่น้อยเลยที่เดียวที่สำคัญตลาดกำลังเป็นที่ต้องการอีกด้วย สู้ๆนะครับทุกคน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
เรือโท พูนศักดิ์ ภาษิต
On-Board Data Handling Hardware Engineer โครงการTHEOS-2 SmallSAT
#เกร็ดความรู้จากวิศวกรดาวเทียม #เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่21 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว #GISTDA #ดาวเทียม #gistdathenameyoucantrust

 

****************************************************************************************************

 

Flight Software ชื่อที่คุ้นหู...กับความหมายที่หลายคนอาจยังไม่รู้

 

smallsat-02.jpg

.

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดาวเทียมมีอีกมากมาย วันนี้ถึงคิวของ Flight Software ถ้าพูดถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ซอฟต์แวร์” คงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าซอฟต์แวร์ถูกใช้งานและมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับไป จากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ รถยนต์ เครื่องจักรในโรงงาน ไปจนถึงกระสวยอวกาศและสถานีอวกาศนานาชาติต่างก็มีซอฟต์แวร์เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น
.
ดาวเทียมก็มีความเหมือนกับสิ่งที่กล่าวมาทั้งสิ้น เพื่อให้ดาวเทียมสามารถปฏิบัติตามภารกิจที่กำหนดไว้ กลุ่มของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นซึ่งหนึ่งในนั้นคือไฟล์ทซอฟต์แวร์ จึงถูกวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าดาวเทียมที่ลอยอยู่ในอวกาศสามารถตอบสนอง รับคำสั่ง และปฏิบัติหน้าที่ได้จนครบอายุการใช้งาน และเนื่องจากชนิดของดาวเทียมมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับภารกิจและอุปกรณ์ใช้งาน (Payload) ที่ติดตั้งไปกับดาวเทียมดวงนั้นๆ ตัวไฟล์ทซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่บนส่วนประมวลผลหลัก (Onboard Computer) ของตัวดาวเทียมจึงทำหน้าที่เป็นตัวจัดการระบบและรับบทบาทเป็นด่านหน้าในการตีความคำสั่งจากสถานีภาคพื้น รวมถึงการเป็นตัวกลางในการตัดสินใจเฉพาะหน้ายามเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้นกับดาวเทียมนั่นเองครับ
.
หากจะว่ากันไปแล้ว...ตัวดาวเทียมใช้ระบบปฏิบัติการชนิดเรียลไทม์ ที่มีการตอบสนองและทำงานตามแผนงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยมีการเพิ่มความอิสระในการทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน โดยเราสามารถแบ่งไฟล์ทซอฟต์แวร์ออกเป็น process ย่อยตามลักษณะหน้าที่ของแต่ละงานว่า Realtime Process หรือ RTP การทำงานของไฟลท์ซอฟต์แวร์ที่ระดับ Application layer ของดาวเทียม THEOS-2 SmallSat จึงสามารถแบ่งเป้าหมายของการทำงานออกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการทำงานพื้นฐานของดาวเทียม (Module communication and common services) และ ซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานเฉพาะภารกิจ (Mission specific operation)
.
สำหรับซอฟต์แวร์พื้นฐานของดาวเทียมจะเป็นกลุ่มของซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมฟังก์ชั่นการทำงานทั่วไปที่ดาวเทียมต่างต้องมี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไฟล์ทซอฟต์แวร์ในกลุ่มนี้มักจะถูกออกแบบให้สามารถนำไปใช้งานได้กับดาวเทียมหลายๆ ดวงที่ทำงานบนแพลทฟอร์มรูปแบบเดียวกัน ตัวอย่างของไฟล์ทซอฟต์แวร์ในกลุ่มนี้ เช่น  Task Scheduler RTP สำหรับใช้ตีความและจัดลำดับแผนงาน Payload ที่ดาวเทียมต้องทำในแต่ละวัน, Telemetry Recorder RTP สำหรับบันทึกค่า Telemetry ที่จำเป็นขณะดาวเทียมโคจรนอกระยะติดต่อกับสถานีภาคพื้น, Time Service สำหรับการซินโครไนซ์ระหว่างสถานีภาคพื้น ดาวเทียม และอุปกรณ์ต่อพ่วงบนดาวเทียม เป็นต้น
.
ซอฟต์แวร์ภารกิจหลักของดาวเทียมเป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่ถูกปรับปรุงให้ใช้งานเฉพาะกับภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนั้น ๆ ซึ่งในที่นี้คือดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT นั่นเอง ตัวอย่างของซอฟต์แวร์กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งคำสั่งแจ้งให้อุปกรณ์ Payload ปฏิบัติภารกิจ ผ่าน Payload RTP นอกจากนี้ยังมี Safety RTP ที่ใช้สำหรับตรวจจับความผิดปกติของดาวเทียมผ่านค่า Telemetry และออกคำสั่งจัดการ การทำงานอุปกรณ์ตามลำดับเพื่อลดความเสียหายต่อดาวเทียมอีกด้วยครับ
.
แน่นอนว่า...จากลักษณะเฉพาะของภารกิจ ความแตกต่างของอุปกรณ์ Payload หรือแม้แต่สถาปัตยกรรมของตัวดาวเทียม และจำนวนอุปกรณ์สำรองที่ใช้ ต่างทำให้ไฟล์ทซอฟต์แวร์ของดาวเทียมแต่ละดวงมีความแตกต่างและท้าทายในการพัฒนาให้มีความเสถียร เพราะอย่าลืมว่า มันไม่ง่ายแน่นอนที่เราจะซ่อมดาวเทียมที่โคจรด้วยความเร็วกว่า 7 กิโลเมตรต่อวินาที บนความสูงหลายร้อยกิโลเมตรเหนือพื้นดิน เพราะฉะนั้นความรอบคอบในการพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องจึงสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งครับ

เรียบเรียงโดย
นายสุธี ชูศรี
Flight Software Engineer โครงการTHEOS-2 SmallSAT
#เกร็ดความรู้จากวิศวกรดาวเทียม #เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่21 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว #GISTDA #ดาวเทียม #gistdathenameyoucantrust

 

****************************************************************************************************

Shock Test ส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับทดสอบดาวเทียม

Update 8 October 2020

shock_test-01.jpg

สวัสดีครับชาวแฟนเพจทุกท่าน... แอดมินมาแล้ว วันนี้มาพร้อมกับความรู้อีกเช่นเคย จะพาไปรู้จักกับขั้นตอนในการสร้างดาวเทียม ซึ่งทีมงานวิศวกรดาวเทียม GISTDA จากแดนไกลส่งข่าวสารมาอัปเดตเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

 

 

ขณะนี้ดาวเทียมTheos-2 SmallSAT  กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกอบอุปกรณ์และชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยก่อนที่เราจะนำอุปกรณ์ต่างๆไปประกอบหรือติดตั้งบนดาวเทียมได้นั้น วิศวกรจะต้องทำการทดสอบความแข็งแรง ทนทานของอุปกรณ์เหล่านี้ ต่อภาระกรรมต่างๆ (เป็นการวิเคราะห์ทางวิศวกรรม) ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่ดาวเทียมกำลังถูกลำเลียงขึ้นสู่อวกาศโดยจรวดขนส่งก่อนครับ

 

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการทดสอบที่เรียกว่า Shock Test หรือ การทดสอบด้วยแรงกระแทกแบบเฉียบพลันกันครับ โดยการทดสอบนี้เป็นการจำลองเหตุการณ์ในขณะที่จรวดขนส่งกำลังแยกตัวออกจากกัน (Stage Separation) รวมไปถึงในขณะที่ดาวเทียมแยกตัวออกจากจรวดด้วย โดยในขณะนั้นจะมีการจุดระเบิดขนาดเล็ก (Pyrotechnic) ขึ้นบริเวณจุดยึดของโครงสร้างจรวดและดาวเทียม ส่งผลให้เกิดการแยกตัวออกจากกันครับ ซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นนี้มีความรุนแรงสูงมาก และอาจสร้างความเสียหายให้กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทเซรามิก และคริสตัล เป็นต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจส่งผลให้อุปกรณ์นั้นเกิดความชำรุด เสียหาย และสูญเสียความสามารถในการทำงานได้ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมวิศวกร?  จึงต้องทำการทดสอบนี้ เพื่อที่จะมั่นใจว่าอุปกรณ์นี้จะไม่เกิดความเสียหาย และทำงานได้อย่างเป็นปกติ ก่อนที่จะสามารถนำไปติดตั้งบนดาวเทียมได้นั่นเอง

 

สำหรับขั้นตอนการทดสอบ วิศวกรจะทำการติดตั้งชิ้นงานทดสอบ ซึ่งในที่นี้ก็คืออุปกรณ์ควบคุมการทรงตัว ของดาวเทียม เข้ากับแท่นทดสอบที่เรียกว่า Shock Rig  ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายโต๊ะขนาดใหญ่ ทำจากแผ่นโลหะอลูมิเนียม จากนั้นทำการปล่อยลูกตุ้มโลหะให้หล่นลงมากระทบกับแผ่นอลูมิเนียมจากความสูงที่กำหนด เพื่อสร้างแรงกระแทกส่งผ่านจากจุดตกกระทบไปยังชิ้นงานทดสอบ โดยมีเซนเซอร์วัดความเร่งหรือ Accelerometer คอยวัดระดับความรุนแรงของแรงกระแทกครับ จากนั้นวิศวกรจะทำการตรวจสอบด้วยสายตา และทดสอบฟังก์ชั่นการทำงานของอุปกรณ์นั้นๆ ว่ายังเป็นปกติหรือไม่ หากอุปกรณ์ยังทำงานได้อย่างปกติ ก็แสดงว่าอุปกรณ์ตัวนี้ผ่านการทดสอบ และสามารถที่จะนำไปใช้ติดตั้งบนดาวเทียมได้อย่างปลอดภัยนั่นเองครับ แต่หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ วิศวกรก็ยังสามารถทำการแก้ไข และทดสอบใหม่ได้อีกเรื่อยๆจนกว่าจะเป็นที่พอใจ เพราะถ้าหากเมื่อไหร่ที่ดาวเทียมถูกยิงขึ้นสู่อวกาศ พวกเราไม่สามารถแก้ไขหรือซ่อมแซมมันได้อีกต่อไป ทุกขั้นตอนจึงจะต้องผ่านการทดสอบอย่างพิถีพิถันและรอบคอบนั่นเอง

 

เห็นมั้ยครับ กว่าจะมาเป็นดาวเทียมที่ให้เราได้ใช้ประโยชน์นั้น ต้องผ่านกระบวนการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มข้น ไม่แปลกใจเลยครับว่าหากในอนาคต ประเทศไทยเราจะสร้างดาวเทียมด้วยฝีมือของคนไทยเอง จะต้องมีการทดสอบนี้รวมอยู่อย่างแน่นอน และอันนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีการทดสอบอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทางแอดมินจะมานำเสนอในโอกาสถัดไป ร่วมเอาใจช่วยทีมวิศวกรไทยกันนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
ปณชัย สันทนานุการ  Mechanics, Structure, Opto-mechanics, Analysis, Composites & Mechanisms Engineer Apprentice

#เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS-2 #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #space #Thailand #อวกาศ #mhesi #อว

 

****************************************************************************************************

ความคืบหน้าของโครงการ ธีออส-2

Update 11 September 2020

หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรกับการ update ความคืบหน้าของโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือเรียกสั้นๆว่า ธีออส-2
วันนี้แอดมินได้มีโอกาสพูดคุยทางไกลกับ น้องบ๊วย หรือ นายลิขิต วรานนท์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาดาวเทียมเล็ก หรือ THEOS-2 SmallSAT ซึ่งเป็น 1 ในภารกิจสำคัญที่อยู่ภายใต้ระบบ THEOS-2 ครับ

ก่อนอื่นต้องขอย้อนอดีตเล็กน้อยเรื่องราวจะได้ต่อติดกับเรื่องที่จะพูดถึง

#เราเริ่มออกแบบและพัฒนา ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2562 โดยมีวิศวกรไทยเข้าร่วมตั้งแต่ต้น จนปัจจุบันมีวิศวกรไทยปฏิบัติงานอยู่ ณ เมืองกิลฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จำนวน 19 คน
#ขั้นตอนการพัฒนาดาวเทียมเล็ก ได้ผ่านขั้นตอนการออกแบบที่สำคัญมาแล้ว อาทิ การออกแบบเบื้องต้น Preliminarily Design Review (PDR) และการออกแบบละเอียด Critical Design Review (CDR) ตลอดจนการผลิต และทดสอบอุปกรณ์ย่อย (Sub-system) จนผ่านการทดสอบในด่าน Module Readiness Review (MRR) เพื่อมั่นใจว่าพร้อมในการประกอบเป็นดาวเทียมหนึ่งดวง ในอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ณ สหราชอาณาจักร (Assembly Integration and Test : AIT) ทั้งนี้โครงการฯ มีแผนจะส่งดาวเทียมมาประกอบและทดสอบ ณ อาคาร AIT ในประเทศไทยด้วย ช่วงปลายปี 2564 เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทั้งศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาดาวเทียมดวงต่อไปในประเทศไทย

dbd27084-0d76-4a94-9c45-7c4aa097dccf.jpg

ลิขิต เล่าให้แอดมินฟังว่า ปัจจุบันสถานการณ์การติดเชื้อ Covid-19 ในประเทศอังกฤษ ยังคงมีจำนวนสูง และมีแนวโน้มที่จะเกิดระลอก 2 แต่ด้วยกำหนดระยะเวลาการส่งมอบดาวเทียมที่กระชั้นเข้ามา จึงทำให้วิศวกรไทยต้องเริ่มกลับเข้ามาปฏิบัติงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ SSTL อีกครั้ง ภายใต้มาตรการการป้องกันอย่างเข้มงวดมากๆ  เพื่อดำเนินการทดสอบอุปกรณ์ และประกอบดาวเทียมในอาคาร AIT ณ สหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์ Power Distribution Module (PDM) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แรกที่เข้าประกอบ ได้ดำเนินการติดตั้งเป็นที่เรียบร้อย และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Electrical Ground Support Equipment (EGSE) เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานะ ควบคุม อุปกรณ์บน flat-sat ซึ่งเปรียบเสมือนระบบควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดินชุดนึงได้อย่างสมบูรณ์

 

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบ Battery Charge Module (BCM) ที่ควรจะติดตั้งพร้อม PDM นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับทดสอบ จึงยังไม่ได้ติดตั้งพร้อมกับ PDM ณ เวลานี้ และใช้ระบบจ่ายไฟผ่าน power supply เพื่อทดแทนชั่วคราวไปก่อน หลังจากนั้น ถึงจะติดตั้งอุปกรณ์ Core Data Handling System (CDHS) ซึ่งเป็นระบบควบคุมกลางของดาวเทียม แต่ CDHS เวอร์ชั่นนี้มีความพิเศษที่ SSTL ออกแบบให้มีระบบ Data handling Unit, GNSS Receiver, S-band transceiver และ ADCS unit อยู่ใน Electronic Board เดียวกัน เมื่อติดตั้ง และเชื่อมต่อกับ PDM และ EGSE ได้สมบูรณ์แล้ว จึงจะติดตั้งและเชื่อมต่อระบบตรวจจับและควบคุมการทรงตัว Attitude Determination Control System (ADCS) โดยเริ่มตั้งแต่ Magnetometer ที่ใช้วัดสนามแม่เหล็กโลก, Gyro ที่ใช้วัดการทรงตัวเชิงมุม Row, Pitch, Yaw ของดาวเทียม, Magnetorquer Rod ที่ใช้ในการรักษาการทรงตัวดาวเทียมจากแรงสนามแม่เหล็กครับ

119156741_10158364240481265_2079264558839161473_o.jpg

ลิขิตเล่าต่อไปว่า “ปัจจุบันกำลังดำเนินการในขั้นตอนติดตั้ง และเชื่อมต่อ Star tracker ที่ใช้ในการอ้างอิงตำแหน่งดวงดาวเพื่อให้การควบคุมการทรงตัวมีความแม่นยำมากขึ้น โดยแผนการติดตั้งอุปกรณ์ต่อไปจะเป็น BCM และ Battery เพื่อให้ระบบดาวเทียมบน Flat-sat เป็นเสมือนการใช้พลังงานจริงเมื่ออยู่บนอวกาศ”
นอกจากนี้ ทีมวิศวกรไทยยังได้รับมอบหมายให้ออกแบบ และพัฒนาเพย์โหลดที่ 3 (3rd payload) ซึ่ง SSTL ให้เราดำเนินการเองทั้งหมด ตั้งแต่การเขียน proposal ตลอดจนออกแบบ พัฒนา และทดสอบ รวมถึงประกอบเข้ากับดาวเทียม ซึ่งโดยหลักการ 3rd payload เป็นการเลือกใช้ Commercial off-the-shelf (COTS) เช่น Raspberry PI, กล้องสำหรับ Raspberry PI, Magnetometer และ Gyro ที่ใช้ใน UAV รวมถึง GNSS Receiver ราคาถูก ที่ปลดล็อก COCOM แล้ว โดยในครั้งนี้ทีมวิศวกรไทยของเราได้พัฒนา sun sensor เองทั้งหมด ที่ใช้งานกับ 3rd payload นี่ด้วย ซึ่งวัตถุประสงค์ของ 3rd payload เน้นการเรียนรู้ผ่าน Project-based Learning และจำลอง 3rd payload ให้เหมือนดาวเทียม 1 ดวง ที่สามารถถ่ายภาพได้ มี ADCS unit ซึ่งเมื่อดำเนินการสำเร็จ 3rd payload จะสามารถประยุกต์ใช้เป็น base learning สำหรับ นักเรียน นักศึกษาได้อีกด้วยครับ

“ทั้งหมดนี้ ทีมเราต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการพัฒนาที่ควบคุมมาตรฐานตามแบบของ SSTL ซึ่งปัจจุบันเราได้ผ่านขั้นตอนควบคุมคุณภาพ ทั้ง PDR, CDR ตลอดจน Manufacturing Readiness Review (MRR) จน SSTL มีความมั่นใจและอนุญาตให้ทีมเราสามารถสั่งของได้ ปัจจุบันของทั้งหมดถูกส่งมาถึง SSTL แล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอุปกรณ์เบื้องต้นตาม Acceptance test procedure ที่ทีมเราเขียนกันขึ้นมาเอง และได้รับอนุมัติจาก SSTL แล้ว”

ขั้นตอนต่อไป แน่นอนว่าจะเป็นการนำเสนอแผนการทดสอบระบบ module อย่างเช่น Functional test, Thermal cycling test และ Vibration test ตามด่านการตรวจสอบ Test Readiness Review (TRR) สำหรับ 3rd payload ที่เป็น Engineering Qualification Model (EQM) และเมื่อผ่านแล้วจึงจะสามารถสร้าง Flight model เพื่อประกอบกับดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT ได้  ซึ่งตามกำหนดการ 3rd payload และ Customer Engineer Sun sensor จะประกอบเข้ากับดาวเทียมประมาณธันวาคมปีนี้…

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับเรื่องเล่าจากวิศวกรไทยในต่างแดน ไหนจะต้องสู้กับโควิด ไหนจะต้องเร่งฝึกฝนความเชี่ยวชาญ พร้อมกับทดสอบความรู้ความสามารถเฉพาะทาง แอดมินเชื่อว่า ณ เวลานี้ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่ซู๊ดดดดดดดด แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และการมีวินัยเป็นที่ตั้งเสมอ ยังไงพวกเราขอเป็นกำลังใจให้ทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ จะได้กลับบ้านเราเสียที สู้ๆนะครับทีมวิศวกรไทย

 

#เรื่องเล่าจากแดนไกล #THEOS2

119057613_10158364240421265_7765280990006210800_o_1.jpg

 

****************************************************************************************************

 

ขั้นตอนการเตรียมแผ่นผนังรังผึ้ง หรือ Honey comb sandwich panel เพื่อใช้เป็นโครงสร้างภายนอก

Update 5 August 2020

 

ฝนตกพรำๆ แต่แอดมินยังคงขยันนำสาระดีๆ จากจิสด้ามาเล่าสู่กันฟังครับ สาระที่ว่านั้นคือ ความคืบหน้าของ THEOS-2 ในต่างแดนนั่นเอง...

วันนี้เราจะพามาดูขั้นตอนการเตรียมแผ่นผนังรังผึ้ง หรือ Honey comb sandwich panel เพื่อใช้เป็นโครงสร้างภายนอก ของดาวเทียม Theos-2 SmallSAT ครับ
ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า เราไม่ได้ใช้รังผึ้งจริงๆมาทำนะครับ และไม่มีผึ้งตัวไหนที่จะถูกทารุณอย่างแน่นอน จริงๆแล้วชื่อแผ่นผนังรังผึ้งมีที่มาจากไส้กลางของแผ่น ซึ่งทำมาจากวัสดุพรุนรูปทรงแปดเหลี่ยมคล้ายรังผึ้ง อย่างในดาวเทียม Theos-2 SmallSAT จะทำมาจากอลูมิเนียม เพราะราคากับคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานในอวกาศ การเลือกใช้วัสดุแผ่นผนังรังผึ้งจะช่วยลดน้ำหนักของดาวเทียมได้เป็นอย่างดี แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการออกแบบโครงสร้างในดาวเทียม ครับ

วิศวกรทั้ง 3 คนของเรา ได้มาเรียนรู้และลงมือปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรพี่เลี้ยง (mentor) ในกระบวนการผลิตชิ้นงานจริง ที่จะถูกส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศในอีกไม่ช้านี้

โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการตัดแผ่นผนังรังผึ้งตามที่ได้ออกแบบไว้ด้วยเครื่องตัดชิ้นงานควบคุมอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ (CNC machining) ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและขนาดของชิ้นงาน ด้วยอุปกรณ์วัดหลายแกนความละเอียดสูง (CMM inspection) หลังจากนั้น เราจะนำแผ่นผนังรังผึ้งดังกล่าวมาทำการตัดแต่งขอบ และทำความสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เศษวัสดุหลุดเข้าไปปะปนในดาวเทียม แล้วจึงทำการติดตั้งวัสดุ insert ลงในแผ่นผนังรังผึ้ง เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมต่อเข้ากับชิ้นส่วนอื่นๆของดาวเทียม

ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนต้องมีการควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด เนื่องจากทุกชิ้นส่วนต้องประกอบเข้าด้วยกันได้พอดีตามที่ออกแบบไว้เท่านั้น ไม่มีการออกแบบเผื่อสำหรับความผิดพลาด นับเป็นความท้าทายพิเศษของภารกิจอวกาศจริงๆ เลยครับ..

cr.ชิดชนก ชัยชื่นชอบ วิศวกรดาวเทียมของโครงการระบบดาวเทียมTHEOS-2

#เรื่องเล่าจากแดนไกล #spacetechnology #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #จิสด้า #gistda

117321493_10158266669371265_5861018970734900142_o.jpg

116873678_10158266669281265_3208907621513976945_o.jpg

 

****************************************************************************************************

 

หน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างจากโครงการอื่นของ Project Manager

Update 30 JULY 2020

วันนี้แอดมินได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องลิขิต วรานนท์ Project Manager ของ THEOS-2 SmallSAT  เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องดูแลและควบคุมทีมวิศวกรและระบบของงานทั้งหมด

116588269_2584073845240656_2033720120525883215_o.jpg
.
“จริงๆ แล้วผู้จัดการโครงการ หรือ Project Manager นั้นมีความจำเป็นที่ต้องมีในทุกๆ โครงการ ไม่จำเป็นแค่โครงการพัฒนาดาวเทียมเพียงอย่างเดียวครับ ซึ่งหลักพื้นฐานในการบริหารจัดการจะคล้ายๆกันครับ เช่น การยึดหลักสามเหลี่ยมแห่งการบริหารโครงการ Cost, Schedule, Scope ซึ่งภายใต้สามเหลี่ยมนั้นคือการรักษาสมดุลในทุกมิติ ตามเงื่อนไข และข้อจำกัดตามแต่ลักษณะของโครงการ ซึ่งรวมถึงการบริหารความเสี่ยง การใช้ Business management tools และที่สำคัญคือการรักษาสมดุลความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ (Stakeholder) เป็นต้น แต่จากการที่ได้มาอบรมร่วมกับผู้จัดการโครงการของบริษัท Surrey Satellite Technology Ltd. (SSTL) แล้ว ทำให้ได้เห็นความเป็นมืออาชีพ และความแตกต่างจากการบริหารจัดการโครงการอื่นๆ ที่เคยเห็นในประเทศไทยที่ไม่ใช่งานด้านอวกาศ ซึ่งนอกจากเรื่องรายละเอียดกระบวนการพัฒนาดาวเทียม การกระบวนการผลิต ที่ไม่เคยมีในประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะการดำเนินการตามมาตรฐาน NASA หรือยุโรปอย่าง ECSS ก็คือการใช้เหตุและผล ร่วมกับความรู้ทางด้านวิศวกรรม และประสบการณ์ด้านดาวเทียม ผสมกับการใช้จินตนาการ ในการตัดสินใจที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากการรักษาสมดุลในสามเหลี่ยมแล้ว การมองภาพออกว่าหากตัดสินใจแล้วจะเกิดผลดี หรือผลเสียเมื่อดาวเทียมอยู่บนอวกาศนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ เพราะไม่มีใครเคยเห็นจริงๆว่าเวลาดาวเทียมเสียชำรุดแล้วจะเป็นยังไงเมื่อมันอยู่บนอวกาศ เรามักจะอาศัยข้อมูลทางคณิตศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อบ่งชี้เหตุของอาการเสีย จึงไม่สามารถหาคำตอบได้ 100% แน่นอน”

>>>แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ยังไงครับ?

“การแก้ปัญหาดังกล่าวโดยทั่วไปแล้วผู้จัดการโครงการก็จะใช้วิธีบริหารความเสี่ยงตามหลักการบริหารทั่วไป ผสมกับความรู้ทางวิศวกรรม เช่น ทำการทดสอบอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงหลายครั้ง ซื้ออุปกรณ์ที่เคยผ่านการพิสูจน์มาแล้ว หรือแม้กระทั้งการเพิ่มกระบวนการตรวจสอบ (Peer Review) ให้ละเอียดมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าทางใดทางนึงก็จะมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่อีกวิธีนึงที่สังเกตว่า SSTL มี และเป็นหัวใจสำคัญนั้นก็คือ Team Work ครับ ทุกคนในทีม SSTL จะถูกปลูกฝังทางวัฒนธรรมของทีม คือการมีความตระหนักรู้ในหน้าที่ (Consciousness) และความมุ่งมั่นที่จะให้โครงการสำเร็จ (Commit to success) เหมือนๆกัน โดยวัฒนธรรมที่ทำให้ทีมเป็นอย่างนี้ได้ในเชิงปฏิบัติแล้ว ซึ่งผมเรียนรู้ว่าเกิดจากการที่ทีมจะไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เพื่อนร่วมทีมไม่ชอบ เช่น ไม่มีการตำหนิกัน ไม่มีการอิจฉาริษยากัน มีความเห็นแก่ตัวน้อยมาก รู้ว่าต้องทำอะไร ส่งงานเมื่อไหร่ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นต้น”
จากเป้าหมายที่ชัดเจนของทีม THEOS-2 SmallSAT ของเราที่ชัดเจนว่า เราอยากนำความรู้กลับไปพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยให้ได้ ที่ไม่ใช่แค่ความรู้ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว เราจึงได้เรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ภายในทีมของเราด้วย ถึงแม้จะมีข้อจำกัดที่ท้าทายเราอยู่ค่อนข้างมาก เพราะเรามาจากความหลากหลายทางอายุ ตั้งแต่ 23 – 40 ปีขึ้น จากหน่วยงานที่ต่างกัน ไม่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน เจอกันครั้งเดียวก่อนเดินทางมาประเทศอังกฤษ แต่พวกเรานั้นเป็นคนไทย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือเราจะต้องสร้างและพัฒนาดาวเทียมให้สำเร็จ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ ตั้งแต่วันแรกที่เราทุกคนพบกันจนถึงวันนี้ ระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีกว่าก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำกันได้ดี ซึ่งไม่ใช่แค่การรักษาสมดุลของ Team Work แต่รวมถึงการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทางเทคนิคได้ดีด้วยเช่นกันครับ

 

>>>เห็นไหมครับว่า ผู้จัดการโครงการนั้น นอกจากการรักษาสมดุล key success และบริหารความเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขต่างๆ แล้ว การสร้าง team work ก็เป็นการรักษาสมดุล key success ที่สำคัญเช่นกัน<<<

ขอบคุณ: นายลิขิต วรานนท์ Project Manager โครงการ THEOS-2 SmallSAT

 

****************************************************************************************************

 

เรื่องเล่าจาก ทีมวิศวกรส่วนงาน Multi-mission ground segment (MMGS)

Update 27 JULY 2020

จากตอนที่แล้ว แอดมินได้นำเสนอเรื่องเล่าจากแดนไกล..ทีมพัฒนาดาวเทียมเล็ก โดยทีมวิศวกร ณ ประเทศอังกฤษ

วันนี้แอดมินขอนำเสนอเรื่องราว จากทีมวิศกร อีกหนึ่งทีมของโครงการ THEOS-2 ที่มีการเตรียมความพร้อมพัฒนาระบบอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งทีมนี้คือ ทีมวิศวกรส่วนงาน Multi-mission ground segment (MMGS)

ในวันนี้ น้องการ์ตูน เป็นหนึ่งในทีมส่วนงาน MMGS ได้มาเล่าถึงความคืบหน้าของทีมและการทำงานของทีมให้ฟังกันครับ

111000015_10158230060336265_6914822418251102585_o.jpg

 

น้องการ์ตูนเล่าให้ฟังว่า >>> ทีม MMGS ได้มีการไปร่วมฝึกฝนและปฎิบัติงานกับบริษัท AIRBUS ณ เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในช่วงเดือน สิงหาคม – ธันวาคม 62 และ
ทีมก็ได้ลุยงานกันต่อที่ไทยโดยการออกแบบระบบ และเข้าสู่ Critical Design Review คือ การออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) เพื่อทำการออกแบบต้นแบบของโปรแกรม (Prototype Program)

109948942_10158230061176265_6063042191385997062_o.jpg

115764668_10158230061341265_8425274906471970112_o.jpg

 

โดยตอนนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือ กระบวนการเขียนโปรแกรม โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 63 ทีม MMGS ได้จัดกิจกรรมนำเสนอ Concept ที่ออกแบบเพื่อใช้ในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ของดาวเทียม 3 ดวง
ได้แก่ ดาวเทียมไทยโชต (THEOS-1) ที่ยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และดาวเทียมภายใต้โครงการ THEOS-2 ที่กำลังจะส่งขึ้นไปสู่อวกาศอีกสองดวง คือ ดาวเทียม MainSAT และดาวเทียม SmallSAT
รวมทั้งนำเสนอการจำลองการใช้งานโปรแกรม (Mockup) ในแต่ละส่วนงาน sub-system และในวันที่23 ก.ค. 63 ทีม MMGS ได้เพิ่มความเข้มข้นของการทำงาน ได้จัดกิจกรรม MMGS Product Backlog Workshop

112754363_10158230060796265_7078510262494016058_o.jpg

ซึ่งเป็นการแตกย่อยงานแต่ละ sub-system (Product Backlog) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเขียนโปรแกรมพัฒนาระบบ (Software development)
ให้สามารถรองรับการทำงานของดาวเทียมภายใต้โครงการ THEOS-2 ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มการพัฒนาระบบบาง sub-system แล้ว รวมทั้ต่อยอดโดยการใช้ machine learning เข้ามาพัฒนร่วมด้วย ครับผม

สุดยอดมาก ๆ เลยครับ แอดมินขอเป็นกำลังใจให้กับ ทีม MMGS ให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ไว ๆ นะครับผม

 

****************************************************************************************************

ทีมพัฒนาดาวเทียมเล็ก 

Update 23 JULY 2020

surray-04.jpg

   แอดมินจะพาไปดูการเรียนรู้ของเหล่าวิศวกรไทยกันอีกครั้งครับ   วันนี้จะพาไปดูขั้นตอนออกแบบระบบ  Thermal control system ร่วมกับ mentor (ภาพด้านบน) เพื่อจำลองการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิที่เกิดขึ้นในตัวดาวเทียม และอุปกรณ์ภายในดาวเทียมที่วงโคจรต่างๆ  โดย Thermal control system  คือ ออกแบบระบบควบคุมความร้อนของดาวเทียม เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ต่างๆในดาวเทียมจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้อุณหภูมิที่กำหนดตลอดระยะเวลาของภารกิจ ซึ่งการออกแบบระบบควบคุมความร้อนของดาวเทียม  จำเป็นต้องสร้างสมดุลทางอุณหภูมิระหว่างดาวเทียมกับสภาวะแวดล้อมภายนอก และต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดจากการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆภายในตัวดาวเทียมเองด้วย รวมถึงสภาวะแวดล้อมภายนอกจากอวกาศที่ร้อนจัดและเย็นจัดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามวงโคจรของดาวเทียม โดยการควบคุมความร้อนในดาวเทียมจะใช้ฮาร์ดแวร์เป็นตัวควบคุม ซึ่งได้แก่ ฮีทเตอร์(Heater), เทปความร้อน(Thermal tape) และแผ่นฉนวนกันความร้อน (Multi layer insulation) เป็นต้นครับ สำหรับในส่วนเฟสการออกแบบระบบควมคุมทางความร้อนของดาวเทียม Theos-2 Small SAT ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างการผลิตชิ้นงานฮาร์ดแวร์ที่จะนำไปติดตั้งบนดาวเทียมของเรา

 

surray-05.jpg

   ต่อไปจะพาทุกท่านไปดูขั้นตอนการขึ้นรูป Multi layer insulation (ภาพด้านบน) ที่จะนำไปใช้ห่อหุ้ม payload ในดาวเทียม Theos-2 Small SAT เพื่อรักษาอุณหภูมิภายใน payload ให้อยู่ภายใต้อุณหภูมิที่กำหนด ซึ่ง Multi layer insulation หรือ ผ้าห่มฉนวนอวกาศ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมอุณภูมิของดาวเทียม ยานอวกาศ และชุดนักบินอวกาศ โดยจะป้องกันไม่ให้มีการถ่ายเท แผ่รังสีความร้อน จากภายในดาวเทียมออกสู่สภาวะแวดล้อมภายนอก และป้องกันไม่ให้อุณหภูมิจากภายนอกถูกถ่ายเทเข้ามาด้านในดาวเทียม โดยจะต้องนำเอาวัสดุกันความร้อนมาประกอบกันหลายๆชั้น บางครั้งอาจมากถึง 20 ชั้น ขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกรทางความร้อน นิยมใช้ Kapton  และสลับระหว่างชั้นด้วย Dacron ครับ

 

เรื่องราวความก้าวหน้า ของทีมพัฒนาดาวเทียมเล็ก แอดมินจะนำมาเสนออย่างต่อเนื่อง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ..

#ธีออส2 #THEOS2 #ระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา #gistda #Spacetechnology #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20

 

****************************************************************************************************

 

เรื่องเล่าจากแดนไกล.. ทีมพัฒนาดาวเทียมเล็ก

Update  17 JULY 2020

   วันนี้ “น้องพูนศักดิ์ OBDH engineer” ได้รับมอบหมายงานจากผู้เชี่ยวชาญของบริษัท SSTL ส่วนงาน OBDH (On Board Data Handling) ให้เขียนโปรแกรมภาษา VHDL (Very High Speed Integrated Circuit Hardware Description Language) ซึ่งใช้สำหรับออกแบบวงจรดิจิตอลภายในชิฟอิเล็กทรอนิกส์ FPGA (Field Programming Gate Array) โดยวงจรดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมและสั่งงานอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณอากาศยาน และใช้ในการทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ส่วนการจัดการข้อมูล Data Handling Unit (DHU) …กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจก็สาหัสเหมือนกันครับ แต่...--> น้องบอกว่า “ไม่มีปัญหา เพราะทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แถมยังได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย”

surray-03.jpg

 

   ปัจจุบันนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านอวกาศของประเทศไทยยังขาดการพัฒนาบุคคลากรที่มีความรู้ในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น นักออกแบบระบบประมวลผล FPGA Engineer, Embedded system ซึ่งดูได้จากบริษัทที่เปิดรับตำแหน่งงานทางด้านนี้ในไทยค่อนข้างน้อยมาก แต่อย่างในประเทศอังกฤษ และอเมริกา มีความต้องการบุคลากรในด้านนี้จำนวนมาก ที่สำคัญ..ค่าตอบแทนค่อนข้างสูง  โดยเฉพาะในหลายๆบริษัทที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเช่น Airbus, Boeing SpaceX, BAE Systems, Intel เป็นต้น ครับ

 

surray-01.jpg

   ต่อไปจะพาไปดูน้องธนานิติ กำลังดำเนินการในส่วนขั้นตอนการติดกาวของ primary baffle  กับฐานยึด (ภาพด้านบน) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของเลนส์ที่ใช้ในกล้องของดาวเทียม โดยมีหน้าที่ในการควบคุมคลื่นแสงรบกวนในขั้นต้นครับ เริ่มแรกจะใช้พลาสติก 3 ชิ้นทำเป็นลิ่มเพื่อยึดไว้ก่อน เพื่อที่จะทำ alignment แบบคร่าวๆครับ จากนั้น เขาจะติดกาวโดยการใช้เข็มสอดเข้าไปใน injection holes (รูสำหรับเติมกาว) ส่วนเครื่องมือที่ผมจับ จริงๆมันไม่มีชื่อนะครับ แต่อาจจะเรียกว่า the glue injection tools with a micrometer ก็ได้ครับ เนื่องจากการติดกาวต้องรักษาปริมาณเนื้อกาวด้วยเพื่อไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป จึงต้องใช้ความอดทนในการค่อยๆ หยอดกาวทีละน้อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลซึมเข้าด้านใน หรือเลอะเทอะออกผิวภายนอก ซึ่งเป็นการออกแบบโดย SSTL ครับ ซึ่งจะช่วยให้การดันกาวออกจาก syringe มีความแม่นยำครับผม

 

surray-02.jpg

   ส่วนอีกภาพ เป็น 2 วิศวกรหนุ่ม วสันต์ กับ ฌัฐนันท์ กำลังฝึกฝนการต่อสาย connector ที่ใช้กับดาวเทียมอย่างขะมักเขม้น(ภาพด้านบน) เพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อสาย connector กับดาวเทียม THEOS-2 ในเฟสการประกอบดาวเทียมช่วง AIT (Assembly Integration and Test) ที่กำลังจะถึงนี้ เนื่องจากตามมาตรฐานคนที่จะต้องต่อสาย (Harness) หรือบัดกรี (Solder) กับอุปกรณ์บนอวกาศนั้นต้องมีใบรับรอง หรือ Certificate จาก ESA (European Space Agency) ดังนั้นเพื่อเป็นการเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงความเสี่ยหายของอุปกรณ์ที่จะใช้บนอวกาศ ทั้ง 2 หนุ่ม จะต้องถูกฝึกฝนอย่างหนักตลอด 2 สัปดาห์ จากผู้เชี่ยวชาญ SSTL เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจ และสามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐาน ทั้งนี้ถึงแม้จะอยู่ในช่วง lockdown ทั้ง 2 หนุ่มก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางเข้าปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ และปฏิบัติตามกฎระเบียบ social distancing อย่างเคร่งครัดครับ

 

เรื่องราวดีๆจากการเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวัน ครั้งหน้า...เรื่องเล่าจากแดนไกล จะเป็นอะไรแอดมินจะมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ

#ธีออส2 #THEOS2 #ระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา #gistda #Spacetechnology #จิสด้า #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 

 

****************************************************************************************************

 

   เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่วิศวกรไทยทั้ง 16 ชีวิต ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการพัฒนาดาวเทียมเล็กร่วมกับทีมวิศวกรด้านดาวเทียม ของ Surrey Satellite Technology : SSTL ณ เมืองกิลด์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร  ที่ผ่านมา พวกเขาเหล่านี้ ได้เก็บเกี่ยวองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง รวมทั้งทีมวิศวกร Co-engineering จากบริษัท AIRBUS และ SSTL มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรม การร่วมออกแบบระบบปฏิบัติการภาคพื้นดิน การเข้าปฏิบัติการในส่วนประกอบและทดสอบดาวเทียม รวมถึงการนำเสนอความก้าวหน้าในส่วนงานที่รับผิดชอบร่วมกับ mentor ในแต่ละ sub-system เป็นต้น เพื่อหวังที่จะสร้างดาวเทียมที่เกิดขึ้นจากฝีมือการผลิตและการออกแบบของคนไทยในทุกกระบวนการ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมอวกาศโลกได้ในอนาคต หลังจากนี้อีกประมาณ 1 ปี พวกเขาจะกลับมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นั่นคือ พวกเขาจะต้องออกแบบ ประกอบ และทดสอบดาวเทียมให้ได้ในประเทศไทย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ จากต่างแดนสู่วิศวกรไทยในรุ่นถัดไป นั่นเองครับ
ขอบอกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ หากมีอะไรคืบหน้า แอดมินจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปครับ


#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20
#จิสด้า
#gistda
#spacetechnology

107817534_10158191562686265_4946093337010018420_o.jpg  107442422_10158191563826265_6082156497588353684_n.jpg107821982_10158191563461265_3674692352060108531_o.jpg

****************************************************************************************************

Tags: