• ภาษาไทย
  • English

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน):GISTDA

เป็นองค์กรในการนำคุณค่าจากอวกาศและภูมิสารสนเทศสู่สังคม

สนธิสัญญาว่าด้วยการใช้อวกาศอย่างสันติ

สนธิสัญญาว่าด้วยการใช้อวกาศอย่างสันติ

xx023.jpg

 

#สนธิสัญญาว่าด้วยการใช้อวกาศอย่างสันติ
.
#กฎหมายอวกาศ (Space Law) เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในอวกาศบนหลักการที่ว่าทุกประเทศ มีเสรีภาพในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่นๆ บนพื้นฐานแห่งการเสมอภาคเท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์ในทางสันติ และให้เป็นผลประโยชน์ของประเทศทั้งมวล และไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาติใดชาติหนึ่งโดยการอ้างถึงอธิปไตย หรือโดยการใช้ การยึดครอง หรือวิธีการอื่นใด
.
#กฏหมายอวกาศ เป็นแขนงหนึ่งของกฏหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากลักษณะและธรรมชาติของการส่งจรวดหรือยานอวกาศขึ้นไปโคจรรอบโลก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จรวดหรือยานอวกาศในระหว่างการเดินทางออกไปสู่อวกาศก็ดี เมื่อออกไปโคจรรอบโลกในอวกาศก็ดี และเมื่อกลับเข้ามาในชั้นบรรยากาศและความดึงดูดของโลกก็ดี จะต้องผ่านและเกี่ยวพันกับประเทศต่างๆ เกินกว่าหนึ่งประเทศขึ้นไปเสมอ ดังนั้น กฎหมายอวกาศ (Space Law) จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำกับและควบคุมให้นานาประเทศร่วมกันใช้ประโยชน์บนห้วงอวกาศในทางสันติ (for peaceful uses)
.
จากบทความที่ผ่านมา (https://bit.ly/3Ac3Jkf) เกี่ยวกับที่มาของกฎหมายอวกาศ ปัจจุบัน กฎหมายอวกาศ มีลักษณะเป็น #กฎหมายสาธารณะระหว่างประเทศ (International Public Law) ประกอบด้วย #สนธิสัญญา / #อนุสัญญา / และ #ความตกลงระหว่างประเทศ จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีจำนวน 2 ฉบับ ดังต่อไปนี้
.
1) #สนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก #รวมทั้งดวงจันทร์ #และเคหะในท้องฟ้าอื่นๆ ค.ศ.1967 (The Outer Space Treaty 1967) เป็นสนธิสัญญาพหุภาคีฉบับแรกที่ว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในอวกาศ มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ทุกประเทศเสรีภาพในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่นๆ บนพื้นฐานแห่งการเสมอภาคเท่าเทียมกันและให้เป็นผลประโยชน์ของประเทศทั้งมวล และไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยการอ้างถึงอธิปไตย หรือโดยการใช้ การยึดครอง หรือวิธีการอื่นใด นอกจากนี้ กำหนดหลักความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐสำหรับการประกอบกิจกรรมของรัฐบนห้วงอวกาศ
.
โดยภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ รัฐของแต่ละประเทศต้องกำกับดูแลกิจกรรมอวกาศของตนทั้งที่เป็นโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน ให้เป็นไปตามหลักของสนธิสัญญา กรณีเกิดความเสียหายที่กระทบต่อประเทศอื่นแล้ว ภาครัฐเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นแต่ละประเทศภาคีภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ จำเป็นต้องมีกฎหมายภายในประเทศของตนเพื่อกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมอวกาศให้สอดคล้องกับหลักของสนธิสัญญา และปัจจุบัน GISTDA อยู่ในระหว่างดำเนินการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติด้านอวกาศฉบับแรกของประเทศ ได้แก่ (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. .... เพื่อให้ประเทศไทยสามารถมีกลไกรองรับการดำเนินการต่างๆ ที่สอดคล้องตามประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา ฉบับนี้

.
2) #ความตกลงว่าด้วยการช่วยชีวิตนักอวกาศ #การส่งคืนนักอวกาศ #และการคืนวัตถุที่ส่งออกไปในอวกาศภายนอก ค.ศ. 1968 (Rescue Agreement 1968) มีหลักสำคัญคือ รัฐภาคีต้องให้การช่วยเหลือนักบินอวกาศที่ประสบภัยหรือต้องลงพื้นโลกอย่างฉุกเฉิน ต้องแจ้งรัฐผู้รับผิดชอบในการปล่อยยานอวกาศ หากเป็นวัตถุอวกาศให้แจ้งแก่รัฐที่จดทะเบียนวัตถุอวกาศนั้นๆ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในรัฐภาคีต่ออนุสัญญาฉบับนี้
.
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นภาคีในความตกลงระหว่างประเทศฯ ฉบับนี้ด้วยเช่นกัน ทว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับพันธกรณีที่กำหนดไว้ในข้อตกลงนี้ และยังไม่มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ บ่งบอกถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายดูแลกิจการอวกาศภายในประเทศ ที่จะทำให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับหน่วยงานที่รับผิดชอบและวิธีการติดต่อหรือปฏิบัติการหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นอันเนื่องมาจากวัตถุอวกาศ เนื่องจากเหตุการณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะด้วยจำนวนวัตถุอวกาศที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
.
ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ค้นพบวัตถุอวกาศใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะแอล จังหวัดภูเก็ต ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา GISTDA ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศไปร่วมทีมสำรวจเพื่อพิสูจน์ที่มาของวัตถุดังกล่าว ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นถังเชื้อเพลิงจรวด จึงนำไปสู่การวางแผนการเก็บกู้อย่างปลอดภัย ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีโดยเฉพาะชาวบ้านมีการแจ้งมายังหน่วยงานภาครัฐเพื่อการพิสูจน์ที่มาอย่างมีระบบ และเมื่อผลพิสูจน์ออกมาว่าเป็นวัตถุอวกาศ กรณีนี้จึงเข้าข่ายความตกลงการคืนวัตถุอวกาศฯ หากทราบว่าประเทศใดเป็นเจ้าของวัตถุชิ้นนี้ ต่อไป
.
นอกจากนั้นปัจจุบันประเทศไทยยังไมได้เข้าร่วมเป็นภาคี จำนวน 3 ฉบับ ดังต่อไปนี้
.
3) #อนุสัญญาว่าด้วยความรับผิดระหว่างประเทศสำหรับความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศ ค.ศ. 1972 (Liability Convention 1972) มีหลักการสำคัญคือ รัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศ (Launching State) ซึ่งหมายถึง รัฐผู้ส่ง (Launch) รัฐผู้ช่วยให้มีการจัดส่ง (Procure) และรัฐซึ่งได้มีการจัดส่งวัตถุอวกาศภายในอาณาเขตของรัฐ (Territory) หรือที่ได้ให้ความสะดวก ในการจัดส่งวัตถุอวกาศจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งมวล (Absolutely Liable) สำหรับความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศนั้น
.
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งในอนาคตหากประเทศไทยเป็นผู้เสียหายจากวัตถุอวกาศ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้จะทำให้เราสามารถใช้กลไกภายใต้อนุสัญญานี้เรียกร้องให้รัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
.
4) #อนุสัญญาว่าด้วยการจดทะเบียนวัตถุอวกาศ ค.ศ. 1975 (Registration Convention 1975) มีสาระสำคัญ คือ รัฐผู้เป็นเจ้าของวัตถุอวกาศมีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนวัตถุที่ส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ รวมถึงแจ้งถึงการจดทะเบียนดังกล่าวต่อองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Office for Outer Space Affairs – UNOOSA
.
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้ GISTDA เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการรับจดแจ้งวัตถุอวกาศของประเทศไทยไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการบัญญัติ (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. ....
.
5) #ความตกลงว่าด้วยกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ค.ศ. 1979 (Moon Agreement 1979 มีสาระสำคัญ คือ ดวงจันทร์ และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ในระบบสุริยะถือเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind)
.
จะเห็นได้ว่าสนธิสัญญา / อนุสัญญา / และความตกลงระหว่างประเทศด้านอวกาศที่มีในปัจจุบันครอบคลุมหลักทั่วไปเพื่อคุ้มครองความมั่นคงในระดับสากลเท่านั้น ในขณะที่ รายละเอียดกฎเกณฑ์ในระดับภายในประเทศต้องเป็นหน้าที่ของรัฐแต่ละรัฐที่จะกำหนดมาตรการเพื่อกำกับดูแลและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนากิจการอวกาศภายในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การป้องกันไม่ให้ประเทศเสียผลประโยชน์จากการแข่งขันการใช้ประโยชน์จากอวกาศ ที่นับวันยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. .... ให้ได้รับการบัญญัติ จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เป็นการวางรากฐานอนาคตของอุตสาหกรรมอวกาศไทย บนพื้นฐานของการนำคุณค่าจากอวกาศ มาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย
.
อ้างอิง
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ. กฎหมายอวกาศ. เข้าถึงทาง treaties.mfa.go.th
ศาสตราจารย์ จาตุรนต์ ถิระวัฒน์,กฎหมายอวกาศ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.