
.
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า หากวันหนึ่งเศษชิ้นส่วนดาวเทียมหรือจรวดจากต่างประเทศตกลงมาสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือประชาชนในประเทศไทย ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และประเทศไทยจะเรียกร้องค่าเสียหายได้อย่างไร?
.
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การติดตามวัตถุอวกาศด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีกติการะหว่างประเทศที่รองรับสิทธิของประเทศไทยด้วย
.
“ถ้าวัตถุอวกาศตกลงมาสร้างความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ?” เรื่องนี้มีกติกาสำคัญอยู่ในกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ 2 ฉบับ
.
ฉบับแรก Outer Space Treaty (1967) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้ว โดยกำหนดหลักการว่า รัฐที่เป็นผู้ส่งหรือจัดให้มีการส่งวัตถุอวกาศขึ้นไป รวมถึงรัฐที่มีการส่งวัตถุอวกาศจากดินแดนหรือสถานที่ภายใต้การดูแลของตน จะต้องรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศหรือส่วนประกอบของวัตถุนั้นต่อรัฐภาคีอื่น หรือบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของรัฐภาคีอื่น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบนพื้นโลก ในห้วงอากาศ หรือในอวกาศ
ดังนั้น ในกรณีที่วัตถุอวกาศของประเทศหนึ่งตกลงมาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย ประเทศที่มีสถานะเป็นรัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศ (Launching State) อาจต้องรับผิดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ว่า Outer Space Treaty จะกำหนดหลักความรับผิดไว้ในภาพกว้าง แต่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดของมาตรฐานความรับผิดและขั้นตอนการเรียกร้องค่าเสียหายไว้อย่างครบถ้วน
.
ฉบับที่สอง Liability Convention (1972) ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี โดยอนุสัญญาฉบับนี้จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว โดยกำหนดหลักความรับผิดที่สำคัญ 2 รูปแบบ ได้แก่
• Absolute Liability (ความรับผิดโดยเด็ดขาด) หากวัตถุอวกาศตกลงมาสร้างความเสียหายบนพื้นโลก หรือสร้างความเสียหายแก่อากาศยานขณะบิน รัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ารัฐผู้ส่งกระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ทั้งนี้ อนุสัญญากำหนดข้อยกเว้นบางประการ เช่น กรณีความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการกระทำโดยเจตนาของรัฐผู้เรียกร้องหรือบุคคลที่รัฐนั้นเป็นผู้แทน
• Fault-based Liability (ความรับผิดบนพื้นฐานของความผิด) หากความเสียหายเกิดขึ้นในอวกาศ เช่น ดาวเทียมของประเทศหนึ่งชนกับดาวเทียมของอีกประเทศหนึ่ง รัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศจะต้องรับผิดเมื่อความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดของรัฐหรือบุคคลที่รัฐนั้นต้องรับผิดชอบ
.
จะเห็นได้ว่า กฎหมายอวกาศระหว่างประเทศไม่ได้กำหนดให้ทุกกรณีต้องพิสูจน์ความผิด แต่พิจารณาจากลักษณะและสถานที่เกิดความเสียหายเป็นสำคัญ
.
“เมื่อมี Outer Space Treaty อยู่แล้ว ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเข้าเป็นภาคี Liability Convention อีกหรือไม่?” คำตอบคือ การมีสิทธิเรียกร้องกับการมีกลไกที่ชัดเจนในการใช้สิทธิเรียกร้องนั้น เป็นคนละเรื่องกัน
.
เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า Outer Space Treaty เปรียบเสมือนการกำหนดหลักการว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย ส่วน Liability Convention เปรียบเสมือนการกำหนดกติกาว่าจะพิสูจน์ความรับผิดอย่างไร จะเรียกร้องผ่านช่องทางใด และจะดำเนินการอย่างไรหากไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเสียหายกันได้สมมติว่า วันหนึ่งชิ้นส่วนจรวด หรือดาวเทียม หรือวัตถุอวกาศใดๆ จากต่างประเทศตกลงมาในประเทศไทย ทำให้บ้านเรือนเสียหายและมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
.
กรณีที่ 1: ประเทศไทยเป็นภาคีเฉพาะ Outer Space Treaty แต่ไม่ได้เป็นภาคี Liability Convention โดยประเทศไทยยังสามารถอาศัยสิทธิตาม Outer Space Treaty มาตรา VII เรียกร้องความรับผิดระหว่างประเทศจากรัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศได้ หากรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นภาคี Outer Space Treaty เช่นเดียวกัน แต่จะไม่มีสิทธิใช้กลไกเฉพาะตาม Liability Convention ในฐานะรัฐภาคี เช่น การเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของอีกฝ่าย (หลักการ Absolute Liability) และกระบวนการร้องขอให้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้อง (Claims Commission) ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเสียหายผ่านการเจรจาทางการทูตได้ภายในระยะเวลาที่อนุสัญญากำหนด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาฐานกฎหมายระหว่างประเทศอื่นที่ใช้บังคับระหว่างคู่กรณีประกอบด้วย
.
กรณีที่ 2: ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีทั้ง Outer Space Treaty และ Liability Convention ซึ่งในกรณีเดียวกันนี้ ประเทศไทยจะมีทั้งฐานสิทธิตาม Outer Space Treaty และหลักเกณฑ์เพิ่มเติมตาม Liability Convention โดยเฉพาะกรณีวัตถุอวกาศตกลงมาสร้างความเสียหายบนพื้นโลก ซึ่งสามารถอาศัยหลัก Absolute Liability ได้ ที่สำคัญ ประเทศไทยยังสามารถใช้กระบวนการเรียกร้องผ่านช่องทางการทูต และหากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ก็สามารถใช้กลไก Claims Commission ตามที่อนุสัญญากำหนดได้ ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวจะใช้บังคับระหว่างรัฐภาคีของอนุสัญญา กระบวนการเรียกร้องยังต้องพิจารณาอีกว่าเข้าเงื่อนไขและข้อยกเว้นต่าง ๆ ตามอนุสัญญาหรือไม่
.
สรุปสั้นๆ ได้ว่า การเข้าเป็นภาคี Liability Convention ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเพิ่งมีสิทธิเรียกร้องความเสียหาย แต่เป็นการเพิ่มความชัดเจน ความแน่นอน และเครื่องมือทางกฎหมายในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทย
.
“ก้าวต่อไปของประเทศไทย: จากการมีระบบติดตามวัตถุอวกาศ สู่การมีเครื่องมือคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ”
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามวัตถุอวกาศ เช่น ระบบ GARNET และ ZIRCON ของ GISTDA เป็นส่วนสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีในการเฝ้าระวังและป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สามารถนำมาใช้คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจริงด้วย ซึ่งขณะนี้ ประเทศไทยโดยคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติได้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าร่วมเป็นภาคีของ Liability Convention จึงได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและพิจารณาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยคณะทำงานนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และกฎหมายอวกาศ เรียกว่าเป็น Dream Team หรือ กลุ่ม Avengers เพื่อการนี้ก็คงไม่ผิดนัก
ดังนั้น การพิจารณาเข้าเป็นภาคี Liability Convention ของประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมสนธิสัญญาระหว่างประเทศอีกหนึ่งฉบับ แต่เป็นการยกระดับความพร้อมของประเทศไทยทั้งในมิติของกฎหมาย ความมั่นคง ความปลอดภัย และการคุ้มครองประชาชนในยุคเศรษฐกิจอวกาศ
.
เพราะเมื่อเราใช้ประโยชน์จากอวกาศ เราก็ต้องพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอวกาศเช่นกัน และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ประเทศไทยก็ควรมีเครื่องมือที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย
.
เรียบเรียงข้อมูลโดย: สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน): GISTDA
ภาพประกอบบทความ: เป็นภาพที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมในครั้งต่างๆ ณ องค์การสหประชาชาติ

แสดงความคิดเห็น